กว่าจะมาเป็นออแพร์ในอเมริกา

กว่าเราจะมาเป็นออแพร์ที่อเมริกาได้  ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรค่ะ เนื่องจากตอนนั้นยังทำงานประจำกับบริษัทอยู่ (ติดสัญญากับบริษัท 2 ปี) ที่ทำงานก็อยู่ที่ประจวบ จะเดินทางมากรุงเทพ(เพื่อติดต่อเรื่องออแพร์) ครั้งนึงก็ค่อนข้างลำบากพอสมควร  แต่หลังจากที่ครบสัญญากับบริษัทแล้ว  เดินเข้าไปบอกกับหัวหน้างานเลยค่ะว่า ” ขอลาออก” ตอนนั้นยังไม่แน่ใจกับชีวิตตัวเองเลยว่าจะเป็นอย่างไร ไม่มีงานประจำต้องทำแล้ว  รู้สึกเหวงๆ บอกไม่ถูก แต่ให้ทำอย่างไรได้ เมื่อตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตตัวเองแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

หลังจากที่ออกจากงานประจำมาแล้ว ก็เข้าไปจัดการติดต่อกับ เอเจนซี่ออแพร์  ในตอนนั้นเจ้านี้ถือว่าถูกสุดค่ะ (ตอนนั้นคำนึงถึงเรื่องเงินเป็นหลักค่ะ ที่นี้ถึงแม้คนจะน้อย แต่ก็ให้บริการดีมากๆ) พอได้รู้แล้วว่าจะสมัครออแพร์ได้ต้องทำอย่างไร ก็ลุยเลยค่ะ เริ่มจากเรื่องเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กก่อน ตอนนั้น ไปมาระหว่างเชียงใหม่-ชลบุรี  ก็เลยถือโอกาสเทรนงานเลี้ยงเด็กที่เชียงใหม่ และ ชลบุรี ซะเลยค่ะ

สำหรับเรา กว่าเอกสารทุกอย่างจะครบถ้วนก็ใช้เวลานานหลายเดือน  และแล้วก็มาถึงขั้นตอนที่ลุ้นระทึก คือ รอการติดต่อมาจากโฮสแฟมิลี่ (Host Family) ที่อเมริกา

เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการ รอ รอ และ รอ ก็ไม่อยากปล่อยเวลาว่างให้เสียไปค่ะ ก็เลยไปลงสมัครทำอาหารที่ศูนย์พัฒนาอาชีพ รวมหลายหลักสูตร ประมาณ 6-7 หลักสูตรได้ ใบประกาศเกียรติคุณเต็มบ้านเลยก็ว่าได้ (อ้อ ลืมบอกไป เราได้เรียนฟรีที่นี่ด้วย ประมาณ 2 หรือ 3 เดือน เนื่องจากตอนนั้นแจ้งประกันสังคมว่ากำลังว่างงานอยู่  แถมได้ตางค์จากประกันสังคมที่เค้าหักจากเงินเดือนเราไปทุกเดือนด้วย  เค้าจ่ายให้ 3 เดือนค่ะ ไม่มากแต่ก็พอสำหรับค่าขนม)

หลังจากส่งเอกสารไป ตอนแรกคิดว่ารอแค่เดือน สองเดือน ก็คงได้ไปอเมริกาแล้ว  ที่ไหนได้รอนานมากค่ะ ยื่นหลักฐานทุกอย่างเรียบร้อยช่วงปลายตุลา แต่กว่าจะได้ไปก็ปาเข้าไป 6 เดือน คือได้ไปตอนปลายเดือนเมษาค่ะ ความจริงโฮสก็อยากให้เรามาช่วงต้นเมษา แต่ว่าเราขอไปว่าอยากจะฉลองวันสงกรานต์กับครอบครัวและญาติๆก่อน ส่วนเหตุที่ทำให้เรารอนานมาก เพราะว่า ช่วงปลายปีที่อเมริกาเป็นช่วงที่มีวันหยุดติดต่อกัน (ปีใหม่ คริสมาส) คนที่นี่จะกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการซื้อของ ปาร์ตี้ ฉลองกับญาติที่ต่างรัฐหรืออื่นๆ

เมื่อมาถึงอเมริกา ก็ได้รับการต้อนรับอบอุ่นมากค่ะ จากพี่ๆออแพร์คนไทยที่อุตส่าห์นัดแนะกันมาต้อนรับ และทำกับข้าวไทยให้กิน ทางโฮสก็ดูจะใจดีมาก ส่วนเด็กๆ ซึ่งอายุอยู่ในช่วงแรกวัยรุ่น ดูเก้ๆกังๆวางตัวกันไม่ถูก เราเพิ่งมาก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำไมเหมือนหลุดมาอยู่อีกโลกนึงเลย ไม่รู้จะเปิดบทสนทนากับเด็กๆ และ โฮส ยังไง ได้แต่ทำเป็นยิ้มอย่างเดียว แต่ดีที่มีพวกพี่ๆออแพร์มาคอยเป็นล่ามให้ ทำให้อุ่นใจ แต่หลังจากนี้ไป คงต้องเผชิญชะตากรรมเองตามลำพัง

วันแรกที่เริ่มงานดูเหมือนไม่ค่อยมีอะไรค่ะ เค้าอาจจะยังไม่ไว้ใจเรา  เลยต้องคอยบอกงาน และเขียนตารางงานว่าต้องทำอะไรบ้าง

โฮสเราดูเค้าค่อนข้างงานยุ่งๆ แต่ใจดีมากค่ะ เค้ามีลูกสาว 2 คน ค่ะ คนโตอายุ 13 กำลังเป็นสาววัยรุ่น  ส่วนคนเล็ก อายุ 9 ขวบ ดูซน แก่นๆๆบอกไม่ถูก

หน้าที่ของออแพร์อย่างเรา คือ

ตอนเช้า ลุกมาเตรียม Breakfast ให้เด็กๆ ซึ่งไม่มีอะไรมาก นอกจาก ซีเรียล และ นม
และต้องเตรียมทำข้าวกล่อง อาหารกลางวัน ให้เด็กคนเล็ก ซึ่งก็มีแต่อาหารเดิมๆซ้ำกันทุกวัน (ไม่เบื่อมั้งหรืองัย) หลังจากนั้นก็ไปส่งเด็กไปขึ้นรถโรงเรียนที่หน้าปากซอย  พ่อแม่เด็กก็ออกไปทำงานกันหมด แต่อย่าคิดว่าว่างนะค่ะ  แค่ไม่มีใครอยู่บ้านเท่านั้นเอง  เราต้องกลับมาจัดเตียงเด็กๆ โหลดล้างจาน ซักผ้าเด็ก จัดตู้เสื้อผ้า  ในช่วงว่างนี้เองเราต้องไปซื้อของทำอาหารเย็นให้เด็กๆ และซื้อของที่โฮสมัม เขียนบอกไว้ด้วย

ประมาณ บ่าย 3 โมง ถึงเวลาต้องขับรถไปรับเจ้าเด็กคนโต ที่ปากซอย รับกลับบ้านได้ซักพัก อีกไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องกระเตงกันมารับเจ้าคนเล็กที่ปากซอยเหมือนเดิม

บ้านนี้มีกิจกรรมให้เด็กๆทำหลังเลิกเรียนเยอะมาก ไม่ว่า จะเป็น บัลเล่ห์ เปียโน ว่ายน้ำ ฟุตบอล ยิมนาสติก เต้นรำ และอื่นๆมากมายให้ทำในแต่ละสัปดาห์  เราเป็นคนขับรถให้เด็กเห็นแล้วยังเหนื่อยแทน หลังจากที่กลับมาจากทำกิจกรรม เราต้องเตรียมอาหารเย็นให้เด็กๆ รวมทั้งสอนการบ้านให้เด็กด้วย  (ส่วนใหญ่จะสอนวิชาเลข และวิทย์ ค่ะ ไม่ได้เก่งอะไร แต่เราคนไทยส่วนมากเรียนมาหนักกว่านี้)
เราต้องอยู่เป็นเพื่อนเด็ก จนพ่อแม่กลับมาจากที่ทำงาน ก็ประมาณ 2 หรือ 3 ทุ่ม และแล้วก็ถึงเวลาพักเป็นส่วนตัวซักที

เราถือว่าโชคดีที่มีปัญหากับโฮสน้อยมากๆๆ แต่ ส่วนใหญ่จะมีปัญหากับเด็กมากกว่า เด็กคนโต เริ่มเป็นวัยรุ่นแล้ว มีโลกส่วนตัวสูง แอบหยิ่งนิดๆ เวลาเราสอนการบ้านแล้วไม่เป็นดังใจ เค้าจะพยายามคาดคั้นว่าทำไมยูทำแบบนี้ ทำไมคำตอบออกมาแบบนี้ เราก็ตอบไปว่า บ้านไอสอนมาแบบนี้ (แบบคณิตคิดเร็ว)
ส่วนเด็กคนเล็กนี้ซิค่ะ จะเป็นแบบว่าอยู่กับพ่อแม่ ทำตัวดี๊ ดี แต่เวลาอยู่กับเราสองคน แล้วหละก็ ทำตัวกวนทีน  แต่เวลาหน้ารักเค้าก็มีเหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะอยู่กับพ่อ แม่ เพื่อนๆ และ ญาติๆ (บางทีเราก็นึกในใจว่าอาจเป็นเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องมั้ง เด็กก็เลยไม่ชอบเรา แต่ศรีทนได้ค้าาา)

ตอนนั้นเราได้จ้างสัปดาห์ละ 177 ดอล ค่ะ  เราอยู่ในช่วงรอยต่อการปรับขึ้นค่าจ้างพอดี ตอนนี้ค่าจ้างออแพร์น่าจะได้มากกว่า 196 ดอล แล้วมั้ง เงินที่ได้ถึงแม้จะน้อยมากสำหรับการจ้างงานที่อเมริกา แต่ถือได้ว่าเป็นเงินเก็บของเราล้วนๆ เพราะเราไม่ต้องจ่ายค่าบ้านรถ,อาหาร ,โทรศัพท์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

เราทำงานอยู่กับครอบครัวนี้ 1 ปี กับ 3 เดือน ที่อยู่ต่ออีก 3 เดือน เพราะ เค้ากำลังรอออแพร์คนไทยมา เลยให้เราทำหน้าที่นี้ต่อไปจนกว่าออแพร์คนใหม่มา  และตอนนั้นเราก็รอผลการเปลี่ยนวีซ่าเป็นนักเรียนอยู่ด้วย

งานออแพร์ถือว่าทำให้เราได้ประสบการณ์และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ในอเมริกา ทั้งดี และ ไม่ดี หลายครั้งในการทำงาน เราก็มีบ้างที่ หงุดหงิด รำคาญใจ เด็กๆ และโฮส  เพราะเรื่องของการสื่อสารเป็นสำคัญ  และ เรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างรวมด้วย  แต่นั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับเราเลย มันกลับทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น พร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตในอเมริกาเองโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาโฮสแฟมิลี่


การดำเนินการเพื่อสมัครเป็นออแพร์

เตรียมเอกสาร
เอกสารต่างๆที่ต้องใช้อาจแตกต่างกันไปตามกฏระเบียบของเอเจนซี่นั้นๆนะคะ หลักฐานที่เราเคยใช้นอกจากแบบฟอร์มที่เขาให้กรอก แล้วก็มี ใบ transcript (คนที่สมัครต้องจบปอตรีขึ้นไปเท่านั้นและอายุไม่เกิน 27), จดหมายรับรองชั่วโมงฝึกงานเลี้ยงเด็ก, จดหมายรับรองจากอาจารย์(Reference), อ๊ะ และยังขอจดหมายรับรองจากเพื่อนบ้านซะด้วย, และสุดท้ายจดหมายแนะนำตัวเองที่เราแต่งขึ้นมาเองค่ะ
รอตอบรับ  
เมื่อเอกสารทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็ส่งไปให้เอเจนซี่ที่เราสมัครไว้ แล้วเค้าจะส่งข้อมูลของเราทั้งหมดไปที่เอเจนซี่ทางอเมริกา แล้วข้อมูลเราก็จะได้โพสขึ้นเวปไซต์ร่วมกับผู้สมัครออแพร์อีกหลายประเทศทั่วโลก  เพื่อให้ทางครอบครัวทั่วอเมริกาที่สนใจอยากมีออแพร์ได้เลือก (ทางเอเจนซี่จะได้เงินจากครอบครัวเหล่านี้เองคะ เพราะนอกจากเขาจะต้องจ่ายเงินค่านายหน้าให้เอเจนซี่แล้ว ก็ยังต้องจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และค่าจ้างรายสัปดาห์ให้เราด้วย) เมื่อครอบครัวไหนเห็นข้อมูลเราแล้วสนใจ เค้าอาจติดต่อเราทางอีเมล์ หรือโทรสัมภาษณ์เราโดยตรง ตอนนี้เราก็มีสิทธิ์เลือกได้เหมือนกันค่ะว่าเราจะเอาเขาไหม หรือไม่เอา คือเราก็ต้องดูหลายอย่างด้วยนะคะ เพราะชีวิตเราอีกปีข้างหน้าต้องฝากไว้กับครอบครัวนี้ บางทีลูกสี่ หมาสอง แมวสาม นกแก้วหนึ่ง อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันค่า (อาจได้ประสบการณ์ดูแลสวนสัตว์ควบคู่ไปด้วย) สุดท้าย ถ้าครอบครัวทางนั้น และเราโอเคพร้อมใจร่วมชายคาเดียวกันแล้ว ทางครอบครัวอเมริกาจะคอนเฟริม์กับเอเจนซี่ที่นั่น และผลตอบรับก็จะถูกส่งมาที่เอเจนซี่ไทย เราก็จะได้รับการติดต่อว่าเราได้ครอบครัวแล้ว จากนั้นก็จ่ายเงินค่าดำเนินการ และนัดวันเดินทางในที่สุดค่ะ


3 comments

  1. chanun says:

    เรื่อรางน่าสนใจมากค่ะ อยากเป็นออเเพร์มาก กำลังจะเรียจบริญญาตรี เเต่ไม่รู้จะเลือกเอเจนซี่ไหนดี พอมีเเนะนำมั๊ยคะ^^

    • gogoamerica says:

      เอเจนซี่ออแพร์ในเมืองไทยมีหลายเจ้าให้เลือกนะค่ะ โดยส่วนใหญ่จะมีสำนักงานจะอยู่ที่กรุงเทพ หรือ เชียงใหม่ค่ะ จะขอยกตัวอย่างเอเจนซี่ คร่าวๆ นะค่ะ เช่น Goaupair,AupairThailand,Beloved ThaiAupair ,เรียนนอก,ThaiAmerican,American Learning,YesThailand และอื่นๆ

      ตามจริงต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างด้วยนะค่ะ เช่น ราคาค่าสมัครและดำเนินเรื่องเป็นยังไง (ตอนที่เรามา งบน้อยค่ะ เลยพยายามเลือกเอเจนซี่ที่ถูกสุด ในช่วงนั้น ) การดูแลของพี่ๆทีมงานเป็นยังไง เอาใจใส่ดีมั้ย

      หรือลองเข้าไปดูกระทู้ การ Vote เอเจนซี่ออแพร์ดีเด่นตามลิงค์ได้ค่ะ http://www.thaiaupairclub.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=6&Category=thaiaupairclubcom&thispage=1&No=314555

      หรือถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.thaiaupairclub.com ที่เว็บนี้มีเรื่องราวมากมายของออแพร์ไทยในอเมริกาค่ะ ลองเข้าไปดูก่อนนะค่ะ หรือถ้ามีอะไรสงสัยก็สอบถามได้ค่ะ

      เป็นกำลังใจให้นะค่ะ ^0^

  2. จิ๊บ says:

    ข้อมูล Aupair USA ของ American Learning ที่ดูแลโครงการ ออแพร์ ในประเทศไทย
    http://www.american-learning.com/au-pair/about-au-pair/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *