ค้นหาสไตล์การเรียนด้วย Learning Style ตอนที่ 1

ตอนนี้ก็เป็นช่วงเปิดเรียน Fall Semester ซึ่งก็เป็นภาคเรียนแรกในปีการศึกษาใหม่นี้ น้องๆคงจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆมากเริ่มเข้ามามากมายตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า อุปกรณ์ เพื่อน และ ที่ขาดไม่ได้ก็คือความรู้ใหม่ๆที่กำลังจะได้เรียนรู้กันใช่ไม๊คะ

เมื่อเริ่มต้นปีการศึกษาใหม่เราก็ต้องไม่ลืมว่าเราจะสามารถปรับปรุงตัวเองให้สามารถเรียนดี ได้คะแนนดีกว่าปีการศึกษาที่ผ่านมาได้อย่างไร  วิธีที่จะสามารถช่วยให้เรียนดีนั้นมีอยู่หลายวิธีค่ะ แต่ที่สำคัญเราจะต้องรู้ว่าเรามีสไตล์การเรียนแบบไหนเพื่อที่จะเลือกวิธีการเรียน โดยเฉพาะการทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองได้ถูกต้องค่ะ

โดยปรกติแล้ว สมองของคนเราแต่ละคนจะมีระบบเรียบเรียงข้อมูลความจำที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเรียนรู้หรือได้รับข้อมูลใหม่ๆเข้ามา พวกเราแต่ละคนก็จะมีสไตล์หรือรูปแบบการเรียนที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

ตอนที่สอนอยู่ที่โรงเรียนศูนย์สงครามพิเศษให้กับทหารปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ สิ่งแรกที่ทหารเหล่านี้ต้องทำคือค้นหาสไตล์การเรียน หรือ Learning Styles ของตัวเองค่ะ พอเขารู้คะแนนของ Learning Style แต่ละกลุ่มแล้ว เราก็ต้องเอามาวิเคราะห์วางแผนช่วยทหารแต่ละคนว่าเขาจะเรียนจะจำสิ่งๆได้ง่ายและเร็วขึ้นได้อย่างไรค่ะ ซึ่งไอ้เจ้า Learning Styles เหล่านี้ก็จะจะแบ่งออกมาเป็น 7 กลุ่มค่ะ

กลุ่มแรกคือพวก Logical Learners ค่ะ พวกนี้จะชอบเหตุและผลหาความสัมพันธ์ต่างๆ เป็นนักคิดที่แยบยลคนหนึ่งเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นเวลาเรียนวิชาต่างๆก็จะใช้เวลาในการคิดตรึกตรองหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ แต่หากเข้าใจแล้วก็จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง แต่หากหาความสัมพันธ์ในเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ยังไม่ได้ก็จะติดอยู่ตรงนั้นค่ะ ตรงนี้สามารถเอาแผนผังและลูกศรมาใช้ช่วยทำความเข้าใจว่าอะไรมาก่อนมาหลังก็จะสามารถช่วยได้มากทีเดียวค่ะ

กลุ่มที่สองคือพวก Solitary Learners ค่ะ เป็นพวกที่ชอบจะเรียนรู้ด้วยตัวเองคนเดียว ไม่ชอบให้ใครมายุ่งหากไม่รู้เดี๋ยวจะถามเอง บางครั้งนั่งเรียนในห้องไม่ค่อยรู้เรื่องหรือไม่กระจ่างแต่ก็จะยังไม่สามารถตั้งคำถามได้ ไม่เป็นไรนะคะลองกลับมานั่งอ่านเองแล้วจดคำถามไปถามอาจารย์ทีหลังได้ค่ะ แต่อย่าทิ้งไว้นานนะคะเดี๋ยวเรื่องที่ไม่เข้าใจมันจะเป็นดินพอกหางหมูค่ะ

กลุ่มที่สามคือ Visual Learners ซึ่งจะเรียนรู้จากประสาทสัมผัสทางตา คือ ต้องเห็นพูดอย่างเดียวอาจจะไม่รู้เรื่อง ต้องเขียน ต้องดูตัวอย่างแล้วจะทำได้ค่ะ บางทีเมื่ออ่านหนังสือแล้วก็ต้องมานั่งเขียนสรุปเรื่องที่อ่านมาก็จะช่วยให้เข้าใจหรือจำได้มากขึ้นค่ะ

กลุ่มที่สี่คือ Social Learners เป็นพวกที่ชอบการเรียนเป็นกลุ่ม อ่านหนังสือเป็นกลุ่ม หากได้มาทำงาน ค้นคว้า ปรึกษากับเพื่อนๆร่วมกันเป็นกลุ่มๆแล้วจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็วหรือดีขึ้นค่ะ

กลุ่มที่ห้าคือ Verbal Learners คือพวกที่ชอบคำไม่ว่าจะเป็นฟังคำหรืออ่านหากเนื้อหาเป็นสิ่งที่มีคำพูดก็จะชอบมากเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นพวกนี้จะชอบเรียนศิลป์ภาษามากๆค่ะ หรือไม่ก็ต้องหาเวลามานั่งอ่านคำอธิบายในเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ก็จะช่วยเสริมได้ค่ะ

กลุ่มที่หกเป็นพวก Aural Learners ที่ชอบใช้ประสาทสัมผัสทางการได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นคงจะชอบนั่งในห้องเรียนมีคนคอยอธิบาย คอยบอก แต่หากให้ไปอ่านเองก็จะไม่มีสมาธิมากนักค่ะ แต่บางครั้งเราก็เลือกไม่ได้หากวิชาที่เรียนอยู่มีจะต้องอ่านมากๆและบางครั้งอาจารย์อาจจะไม่มานั่งอธิบายใช่ไม๊คะ ซึ่งตรงนี้มีเทคนิคมาช่วยค่ะ โดยให้เปิดเพลงในเวลาที่อ่านหนังสือเองคนเดียวค่ะ แต่ควรจะเป็นเพลงบรรเลงเบาๆจะเป็นคลาสสิกหรือหากชอบจังหวะที่เร็วสักหน่อยก็ใช้เพลงแจ๊ซก็ได้ ที่ไม่แนะนำคือดนตรีร็อกหรือดนตรีที่มีจังหวะกระชากแบบเทคโนค่ะ เพราะตามการวิจัยเขาบอกว่ามันทำให้การทำงานของสมองไม่ราบรื่นทำให้การเรียนรู้ขาดตอนได้ค่ะค่ะ

ลุ่มสุดท้ายคือ Physical Learners ซึ่งจะเรียนรู้ได้ดีหากใช้ประสามสัมผัสทางกายต่างๆ หากวิชาที่เรียนต้องมีการจับ การเคลื่อนย้ายก็จะยิ่งเรียนได้ดี แล้วหากต้องมานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านซึ่งไม่ได้ใช้ประสาทใช้มือหรือไม่ได้ลงมือทำมีแต่อ่านเฉยๆก็มีเทคนิคเหมือนกันค่ะ ซึ่งก็คืออาจจะหมุนปากกา นั่งบนเก้าอี้โยก หรือ เดินไปเดินมาในเวลาที่ต้องอ่าน ตรงนี้ก็สามารถเล่นกลให้สมองของคุณทำงานในแบบที่ชอบได้

เห็นไม๊คะว่าการที่เราสามารถรู้ว่าเรามี Learning Style แบบไหนนั้นสามารถช่วยให้เราหาเทคนิคต่างๆมาใช้ประกอบในเวลาที่เราทบทวนตำรับตำราของเราได้ หากสนใจที่จะทราบว่าตัวเองมี Style แบบไหนก็ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ Memletics learning styles inventory ทางอินเตอร์เน็ตได้ค่ะ จากนั้นก็ลองดัดแปลงวิธีการเรียนการอ่านหนังสือให้ตรงกับสไตล์ของตัวเองดูนะคะ

บางมหาวิทยาลัยอาจจะมี Learner Support Center ที่มีข้อมูลในเรื่องนี้ไว้ให้แก่นักศึกษาพร้อมกับเทคนิคต่างๆที่นักศึกษาสามารถเอาไปใช้ได้อีกด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญเวลาอ่านหนังสือก็ต้องตั้งใจมีสมาธิกับเรื่องที่กำลังอ่าน แต่ถ้ามัววอกแวกคิดถึงเรื่องอื่นละก็…เทคนิคไหนก็เอาไม่อยู่เหมือนกันค่ะ

โดย ษุภากร, Intercultural Consulting and Services LLC

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *