บารัค โอบามา ประธานาธิบดี “ผิวดำ” คนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

ใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปี 2012 เข้ามาทุกที ทั่วโลกให้ความสนใจการเลือกตั้งที่กำลังทวีความดุเดือดเป็นอย่างมาก พวกเราจะสังเกตุได้นะค่ะว่า สื่อต่างๆ ทั่วโลกนำเสนอข่าวการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ อย่างต่อเนื่อง และจะยิ่งเสนอข่าวถี่ยิบเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะนโยบายของสหรัฐอเมริกา มีผลกระทบกว้างขวางในระดับโลกเลยทีเดียว การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 นี้ค่ะ

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน บารัค โอบามาซึ่งเป็นประธานาธิบดี “ผิวดำ” คนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกา  ถือได้ว่าเขาเป็นคนดังอันดับหนึ่งของอเมริกา ซึ่งจะลงสมัครเป็นสมัยที่สองและสมัยสุดท้ายระหว่างการเลือกตั้งในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม พูดถึงชื่อ “บารัค โอบามา” ก็ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าเขาคนนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้กลายมาเป็นประธานาธิบดีผิวดำได้ วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับโอบามา กัน

เปิดประวัติ บารัค โอบามา ผู้นำสีผิวคนแรกของสหรัฐอเมริกา

     

บารัค โอบามา” (Barack Obama) มีชื่อเต็มว่า บารัค ฮุสเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1961 (2504) ที่เมืองโฮโนลูลู ในรัฐฮาวาย บิดาคือ บารัค ฮุสเซน โอบามา เป็นชาวเคนยา มารดา คือ แอนดันแฮม เป็นชาวอเมริกัน ทั้งคู่หย่าขาดกันขณะที่โอบามาอายุเพียง 2 ปี โดยบิดาของเขากลับไปยังเคนยา ก่อนจะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 1982

ขณะที่มารดาของเขาก็แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ที่อินโดนีเซีย เขาก็ถูกย้ายไปด้วย เมื่ออายุ 6 ปี และเข้าเรียนที่โรงเรียนในท้องถิ่นของกรุงจาการ์ตา แต่ต่อมาเขาก็ต้องสูญเสียมารดาจากโรคมะเร็งไปอีกคน และเขาก็ย้ายกลับมาอยู่กับตายายที่ฮาวาย เมื่ออายุ 10 ปี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเข้าศึกษาต่อจนจบระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ในปี 1991

 

โอบามา เริ่มต้นชีวิตการทำงานเป็นผู้จัดงานชุมชน และประกอบอาชีพเป็นทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ก่อนดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกรัฐอิลลินอยส์ 3 สมัย ตั้งแต่ปี 1997-2004 โดยเขาสอนกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญที่มหาวิทยาลัยโรงเรียนกฎหมายชิคาโก ตั้งแต่ปี 1992-2004 ในฐานะเป็นสมาชิกสภาคองเกรส โอบามา มีโอกาสได้ร่วมร่างกฎหมายควบคุมอาวุธขีปนาวุธ และสนับสนุนความสามารถในการตรวจสอบของสาธารณชนต่อการใช้งบประมาณรัฐบาลกลาง และครั้งหนึ่งเคยช่วยร่างกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการโกงการเลือกตั้ง และการล็อบบี้, กฎหมายด้านอุณหภูมิโลกเปลี่ยนแปลง, ลัทธิก่อการร้ายใช้อาวุธนิวเคลียร์ และกฎหมายดูแลทหารอเมริกันที่กลับจากสมรภูมิรบ ขณะเดียวกัน ก็เคยมีประสบการณ์เดินทางเยือนต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ภูมิภาคยุโรปตะวันออก,ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

สำหรับจุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมืองบารัค โอบามา ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ ในปี ในปี 1996 โดยเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคใหญ่ให้มีการปฏิรูปกฎหมายจริยธรรมและสุขภาพ รวมถึงเขายังสนับสนุนกฎหมายบรรจุเรื่องการเพิ่มเครดิตภาษีให้กับแรงงานผู้มีรายได้ต่ำ เจรจาเรื่องการปฏิรูปสังคมสงเคราะห์ และบริจาคเงินเพื่อกองทุนเลี้ยงดูเด็กเล็กอีกด้วย

ในปี 2003 โอบามา ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านสุขภาพ และบริการสาธารณชนของสภาสูงประจำรัฐอิลลินอยส์ ในยุคที่พรรคเดโมแครตสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพรรคเสียงส่วนใหญ่ของคองเกรส เขาได้สนับสนุนและนำการผ่านกฎหมายตรวจสอบการจัดทำข้อมูลด้านเชื้อผิว ซึ่งทำให้ต้องบันทึกเชื้อผิวของผู้ขับขี่ที่ถูกควบคุม และออกกฎหมายที่ทำให้รัฐอิลลินอยส์กลายเป็นรัฐแรกที่ให้ฉันทานุมัติต่อการบันทึกเทป เกี่ยวกับการตรวจสอบคดีฆาตกรรม

ในปี 2004 โอบามาได้เขียนและขึ้นแถลงปราศรัยต่อที่ประชุมแห่งชาติพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรก โดยโอบามาซึ่งได้บรรยายว่า ปู่ของเขาเป็นอดีตทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงความสำคัญต่างๆ ด้านสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อรัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เกี่ยวกับสงครามอิรัก และและมุ่งเน้นเกี่ยวกับพันธะผูกพันต่อทหารอเมริกันที่ออกไปรบนอกประเทศ

นอกจากนี้ เขายังได้วิจารณ์แง่มุมเกี่ยวกับคณะกรรมการเลือกตั้งที่ไม่เป็นกลาง และตั้งคำถามต่อชาวอเมริกันให้ลองค้นหาความสมัครสมานสามัคคีในความแตกต่างของสังคมอเมริกัน โดยระบุว่า “ที่นี่ไม่มีอเมริกาสายกลาง และอเมริกาสายอนุรักษ์ มีแต่เพียงอเมริกาที่เป็นสหพันธรัฐของทุกคน”

ประโยคดังกล่าวกลายเป็นวรรคทองของเขา ส่งผลให้สื่อมวลชนจับตานักการเมืองหนุ่มไฟแรงผู้นี้ขึ้นมาโดยทันที โดยสื่อมวลชนตีข่าวถ้อยแถลงเผ็ดร้อนตรงไปตรงมาดังกล่าว และส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของสหรัฐเพียงชั่วพริบตา และยังเพิ่มภาษีในการต่ออายุเป็นวุฒิสมาชิกประจำสภาคองเกรสสมัยถัดมาด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2004 เพื่อหาวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ชื่อเสียงของโอบามาได้รับการกล่าวขวัญมากขึ้น จากเป็นผู้ริเริ่มให้มีการปฏิรูปกฎหมายการประหารชีวิต โอบามาจึงลาออกจากสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 และได้เริ่มหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา จนเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกาในที่สุด ถือได้ว่าเขาเป็นอเมริกันผิวสีคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา โอบามา ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักประชาธิปไตยผู้ซื่อสัตย์” จากนิตยสาร CQ Weekly นิตยสารที่เป็นกลางของสหรัฐอเมริกา

     

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 2007 โอบามา ได้ประกาศเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่รัฐอิลลินอยส์บ้านเกิดของเขา โดยเขาเลือกสถานที่ประกาศตัว คือ อาคารสภาเก่าในเมืองสปริงฟิลด์ของรัฐอิลลินอยส์ ที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองผิวสี ที่หาญกล้าประกาศตัวเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งผู้นำทำเนียบขาว เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวเคยถูกอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ประกาศแถลงสุนทรพจน์อมตะ “บ้านที่แตกแยก” มาแล้วเมื่อปี 1858 โดยตลอดการหาเสียง เขาได้เน้นประเด็นหาเสียงเรื่องการเร่งถอนทหารสหรัฐออกจากอิรัก การเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน การกระจายระบบสาธารณสุข ซึ่งถือเป็นนโยบายหาเสียงหลักของเขา

ในการรณรงค์หาเสียงนั้น ปรากฎว่า โอบามา สามารถระดมทุนได้เงินถึง 58 ล้านดอลลาร์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2007 จากเงินบริจาคจำนวนเล็กๆ น้อยๆ จากหลายฝ่าย สร้างสถิติระดมทุนได้มากเป็นประวัติการรณ์ในช่วง 6 เดือนแรกก่อนการเลือกตั้ง โดยในเดือนมกราคม ปี 2008 เขายังสามารถระดมทุนได้มากเป็นประวัติการณ์เพียงช่วงเดือนเดียวของพรรคเดโมแครต คือ เป็นจำนวน 36.8 ล้านดอลลาร์

ในการแข่งขันกับฮิลลารี ปรากฎว่า นายโอบามาได้สร้างปรากฎการณ์ “ล้มยักษ์” ขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน โดยเขาสามารถหาเสียงชนะนางฮิลลารีในรัฐต่างๆ โดยเฉพาะศึกซูเปอร์ทิวส์เดย์ ซึ่งเขามีคะแนนคณะกรรมการเลือกตั้งมากกว่านางฮิลลารี 20 เสียง พร้อมกับยังคงเดินหน้าทำสถิติระดมทุนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และชัยชนะอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน โดยเขาได้ประกาศแถลงชัยชนะที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมินเนโซต้า กลายเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงศึกผู้นำทำเนียบขาว กับนายจอห์น แม็คเคน วุฒิสมาชิกรัฐอริโซน่า ที่เป็นผู้ชนะขาดลอยของพรรครีพับลิกัน และได้เลือกนายโจเซฟ ไบเด็น วุฒิสมาชิกรัฐเดลาแวร์ ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนด้านต่างประเทศ มาเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เขา

ทั้งนี้ในการหาเสียง บารัค โอบามา กล่าวว่า เขาต้องการรณรงค์ให้ยุติการทำสงครามในอิรัก ซึ่งตรงข้ามกับนโยบายของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช โอบามา ว่า ถ้าหากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะออกกฎหมายตัดงบประมาณประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหยุดการลงทุนซื้ออาวุธที่พิสูจน์ไม่ได้ ลดการพัฒนาระบบการรบหรือการต่อสู้ และมุ่งทำงานเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเขาก็สามารถคว้าตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44 ได้สำเร็จ

  

สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น บารัค โอบามา สมรสกับ มิเชล โอบามา หรือมิเชล โรบินสัน เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989 ในขณะที่เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาของกิจการกฎหมายเมืองชิคาโก้ โดยโอบามาและมิเชล ได้ทำงานร่วมกันในฐานะคณะทำงานเดียวกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหมั้นเมื่อปี 1991 และแต่งงานเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ปี 1992 และมีทายาทร่วมกัน 2 คน คือ มาเรีย แอน เกิดเมื่อปี 1998 และนาตาชา เกิดเมื่อปี 2001

สำหรับทรัพย์สินของ โอบามา นั้น นิตยสาร “Money” ระบุเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2007 ว่า โอบามา มีทรัพย์สินเฉลี่ย 1.3 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายหนังสือของเขา ขณะที่รายได้ครอบครัวมีจำนวน 4.2 ล้านดอลลาร์

โอบามา ได้เขียนหนังสือ 8 เล่มด้วยกัน อาทิ Dreams from My Father: A Story of Race and Inheritance หรือในชื่อภาษาไทย บารัค โอบามา ผมลิขิตชีวิตตัวเอง อัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความคิด มุมมองที่มีต่อเรื่องสีผิว และ The Audacity of Hope หรือในชื่อภาษาไทย กล้าหวัง กล้าเปลี่ยน หนังสือที่รวบรวมสุนทรพจน์และปาฐกถา ที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่จะนำอเมริกาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของเขาเอง และหนังสือล่าสุดของเขาคือเรื่อง Change We Can Believe In: Barack Obama′s Plan to Renew America′s Promise

ต้องติดตามกันต่อไปค่ะ ว่าบารัค โอบามา  จะสามารถคว้าชัยการเลือกตั้งประธานาธิบดี สมัยที่ 2 ได้หรือไม่


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://hilight.kapook.com/view/30595

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *