ประสบการณ์ สัมภาษณ์วีซ่านักเรียนอเมริกา F-1 Visa

สัมภาษณ์วีซ่านักเรียนอเมริกา F-1 Visaในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง วันนี้ที่ว่าก็คือวันนัดสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนอเมริกาค่ะ น้ำตาลได้รอบสัมภาษณ์วันที่ 24 เมษายน 2556 ที่ผ่านมาค่ะ ตอน 8 โมงเช้า   เลยออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเพราะว่าบ้านของเราอยู่แถวเซียร์รังสิตเลยตั้งใจว่าจะขึ้นรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้าที่สถานีหมอชิตค่ะ  ในวันนั้นน้ำตาลเดินไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าห้างอย่างไม่รีบร้อนใจเลยค่ะ หน้าก็ไม่ได้แต่งเขียนแค่คิ้วกับใส่แว่นสายตาสั้นสีดำ ส่วนเสื้อผ้าก็ชิลมากๆ โดยน้ำตาลสวมแค่เสื้อเชิ๊ตคอบัวแขนสั้นสีขาวกับกางเกงขายาวสีดำที่เข้าคู่กับรองเท้าคัทชูสีดำเรียบๆไม่มีส้นเพราะรู้ตัวว่าวันนี้คงต้องเดินเยอะแน่ๆ ส่วนในมือก็ถือแค่แฟ้มใส่เอกสารขนาดพอเหมาะที่สามารถกันแดดกันฝนได้โดยน้ำไม่เข้า ส่วนข้าวของอย่างอื่นก็มีแค่กระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆที่ใช้ใส่บัตร ATM กับใบขับขี่ กับไอโฟนเครื่องน้อยที่หย่อนใส่กระเป๋ากางเกงได้อย่างมิดชิดค่ะ

                  เมื่อถึงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตแล้วน้ำตาลก็ซื้อบัตรเลือกลงที่สถานีเพลินจิต พอขึ้นรถก็แอบงีบได้นิดหน่อยเพราะไม่ต้องไปเปลี่ยนสถานีที่ไหนให้วุ่นวายอีก ยิงยาวจากหมอชิตถึงเพลินจิตเลย พอจะลงรถก็ดูเวลาในมือถือ ที่เพิ่งจะ 7.10 น. คราวนี้เลยเดินชิลได้อีกค่ะ เดินไปเรื่อยๆตามถนนวิทยุ แหม่! ร้านขายของกินเพียบเลย ไม่ว่าจะเป็นปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวหมู ชาเย็น โอวัลติน อีกทั้งขนมนมเนยต่างๆ โดยพ่อค้าแม่ค้าเขาจะวางขายบนโต๊ะเล็กๆข้างถนนหรือบนรถเข็นซึ่งจอดเรียงยาวเป็นทิวแถวตั้งแต่เราก้าวพ้นขั้นบันไดของสถานีรถไฟฟ้ามาเลยค่ะ ในใจขณะที่เดินผ่านอยู่นั้นก็ท่องขันติ พุธโธ ไปด้วยเพราะไม่อยากต้องปวดห้องน้ำเมื่อถึงคิวนัดสัมภาษณ์ของเรา แต่สุดท้ายก็ไปเสียเงินให้เจ้าน้ำส้มคั้นสดขวดใหญ่จนได้

หลังจากที่ปล่อยให้จิตใจวอกแวกไปกับของกินอยู่ประมาณ 10 กว่านาที น้ำตาลก็เดินมาถึงหน้าทางเข้าสถานฑูตค่ะ เช้าวันนี้แถวไม่ยาวสักเท่าไหร่คิดแล้วก็ไปยืนเข้าคิวกับเขาบ้าง สักพักเจ้าหน้าที่คนสวยสองนางก็มาขอดูใบ Confirm วันนัดกับ ใบ DS-160 Confirmation Number ค่ะ แล้วหนึ่งในสองคนนั้นก็ถามเราขึ้นมาว่า “มาคนเดียวเหรอคะ? เห็นว่าในใบนัดมีญาติมาด้วย?” เราก็ตอบไปตรงว่าเป็นชื่อของเราเองทั้งสองคนค่ะ คือเรื่องมีอยู่ว่าพ่อแม่ของน้ำตาลอยู่บ้านที่เชียงใหม่ แต่ทะเบียนบ้านของน้ำตาลอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ พอน้ำตาลกลับมาจากอเมริกาก็มาอยู่กับพ่อแม่ที่เชียงใหม่เลย ด้วยความไม่ดูตามาตาเรือก็คิดเอาเองว่าเราสามารถขอวีซ่าจากกงศุลที่เชียงใหม่ได้ ซึ่งพอกดยืนยันใบDS-160 กับจองวันนัดสัมภาษณ์วีซ่าที่เชียงใหม่ไปแล้ว เพิ่งไปค้นเจอข้อมูลภายหลังว่าถ้าน้ำตาลไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเราเรียนหรือทำงานในเขตภาคเหนือตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ถึงเราจะมีทะเบียนบ้านอยู่ในเชียงใหม่แต่เราก็ไม่สามารถสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานกงศุลในเชียงใหม่ได้ค่ะ

 DS-160 Confirmation Number

จากนั้นก็ได้ปรึกษากับเพื่อนๆหลายๆคนแต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทางแก้คือ เราต้องซื้อ Pin Number ใหม่เพื่อจองวันนัดสัมภาษณ์ใหม่ที่กทม. นอกจากนี้ยังต้องกรอก DS-160 ใบใหม่ด้วย แต่น้ำตาลดื้อค่ะ งกด้วยเลยไม่อยากเสียเงินค่า Pin $12 เพิ่ม ก็รหัสเดิมของเรายังไม่หมดอายุอายุนี่คะ ยังสามารถใช้ยกเลิก เปลี่ยนแปลง วันเวลาสัมภาษณ์และสถานที่นัดสัมภาษณ์ได้อยู่ จะติดแค่ปัญหาเดียวก็คือน้ำตาลเปลี่ยนแปลงข้อมูลหมายเลข DS-160 ใบเก่าที่ระบุจังหวัดสัมภาษณ์เป็นเชียงใหม่ให้มาเป็นกทม.ไม่ได้ แต่รหัส Pin หนึ่งหมายเลขนั้นสามารถใช้จองวันนัดให้คนในครอบครัวของเราได้ 3 คนค่ะ ดังนั้นน้ำตาลจึงเพิ่มชื่อของตัวเองลงไปอีกชื่อหนึ่งพร้อมกับทำ DS-160 ใบใหม่ และเตรียมใจเผื่อทางกงศุลตำหนิมาในเรื่องนี้ด้วย แต่สุดท้ายพี่ๆเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ แค่ถามว่าเราจะใช้ DS-160 ใบไหน? น้ำตาลจึงตอบอย่างมั่นใจว่า “ใบใหม่แล้วกันค่ะ!” ^__^

จากนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปเรื่อยๆตามแถวจนไปหยุดที่หน้าประตูเพราะเขาตัดคิวที่หน้าเราพอดีก็ไม่เป็นไรค่ะ อากาศไม่ค่อยร้อนก็ยืนได้อย่างสบายใจดีอยู่ สักพักก็มีครอบครัวหนึ่งมายืนข้างๆ พวกเขาไม่ต้องต่อแถวเดียวกันกับที่น้ำตาลยืนอยู่ค่ะ แต่สามารถยืนรอตรงหน้าประตูของผู้ที่เป็น American citizen ได้เลย ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ชายหน้าเกือบหล่อซึ่งเป็นคุณพ่อ สาวสวยผอมเพรียวที่เป็นคุณแม่ และลูกสาวตัวน้อยอายุไม่เกินสี่เดือนที่มีพี่เลี้ยงอุ้มอยู่ วินาทีนั้นในใจของน้ำตาลเองอยากจะถามพวกเขาจริงๆเลยว่า “สนใจรับพี่เลี้ยงเด็กเพิ่มไหมคะ?” ล้อเล่นค่ะ! ชายและหญิงคู่นั้นก็คือคุณหนิง-ปณิตา ดาราชื่อดังทางจอแก้วของเมืองไทยกับ คุณจินผู้เป็นสามีและน้องนิรินลูกสาวคนแรกของเธอค่ะ จากที่เรายืนอยู่หัวแถวได้อย่างสบายใจดีอยู่แต่เมื่อคุณพี่หนิงเธอมายืนใกล้ๆเท่านั้นแหละ เราถึงเข้าใจความรู้สึกที่ว่าเสาไฟฟ้ากับหลักกิโลเมตร ไม่ใส่สิต้องพูดว่าดอกฟ้ากับดอกหมามุ่ย อิอิ ดังนั้นอย่ายืนใกล้น้องมากนะจ้ะพี่หนิงจ๋าเดี๋ยวจะเกิดอาการคันแบบไม่รู้ตัว T..T

                  เมื่อน้ำตาลต้องยืนประชันกับพี่หนิงอยู่สักพัก ประตูฝั่งของเราก็เปิดออกอีกครั้ง น้ำตาลจึงรีบจ้ำอ้าวเข้าไปโดยด่วนค่ะ พอพ้นประตูไปแล้วก็จะพบกับจุดรับฝากสำภาระและจุดตรวจรักษาความปลอดภัยในสถานฑูต โดยน้ำตาลเสียเวลาที่จุดรับฝากของน้อยมาก ก็ขอฝากพี่ยามเขาไว้แค่มือถือเพียงเครื่องเดียวเท่านั้นเองค่ะ วันนั้นไม่มีบัตรประชาชนไปเพราะลืมไว้ที่บ้านที่เชียงใหม่แต่ก็สามารถใช้ใบขับขี่แลกบัตรฝากของมาได้ โดยเขาจะให้มาในรูปแบบสายรัดข้อมือคล้องกับแขนของเราไว้เพื่อกันสูญหายจ้า เมื่อเสร็จจากจุดรับฝากของกันแล้วน้ำตาลก็วางแฟ้มที่เราถืออยู่ใส่ลงในตะกร้าเพื่อเข้าเครื่องตรวจวัตถุอันตราย ส่วนตัวเราเองก็เดินไปยังช่องตรวจสำหรับบุคคลซึ่งลักษณะการตรวจก็คล้ายๆกับในสนามบินทุกแห่งนั่นแหละจ้า

เมื่อเสร็จแล้วก็เปิดประตูหนักๆด้วยตัวเองเพื่อเข้าไปยังเขตที่เป็นสวนร่มรื่นชั้นใน ให้สังเกตดีๆนะคะว่ามีจุดที่คนเขายืนต่อแถวกันอยู่อย่าเดินเพลินจนเดินเลยจุดนี้ไปเพราะเราต้องมาเข้าแถวกับเขาเพื่อตรวจเอกสารที่จะใช้ยื่นขอวีซ่าในชั้นแรกที่จุดนี้ก่อนค่ะ พอไปถึงแถวเขาจะแจกกระดาษขนาดประมาณ 1ใน3ของกระดาษA4 สีฟ้าอ่อนมาให้กรอกว่าเราจะให้ทางสถาฑูตจัดส่งพาสปอร์ตกับวีซ่าของเราไปที่ไหน พอเขียนเสร็จก็ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่คนไทยที่อยู่ตรงโต๊ะคล้ายโพเดี่ยมพร้อมกับเอกสารทั้งหมดที่เราต้องการจะให้ท่านกงศุลพิจารณา จากนั้นเจ้าหน้าที่เขาจะทำการคัดแยกเอกสารให้เราเองค่ะว่าอันไหนจำเป็นหรือไม่จำเป็นบ้าง โดยอันที่จำเป็นเขาจะใส่เอาไว้ในซองใสๆ ส่วนเอกสารอื่นที่เหลือน้ำตาลก็ถือไว้กับตัวค่ะ จากนั้นก็ถึงเวลาเข้าไปตัวอาคารที่เป็นห้องแอร์เพื่อรอเรียกคิวสัมภาษณ์จากท่านกงศุลได้เลยค่ะสัมภาษณ์วีซ่านักเรียนอเมริกา F-1 Visa

 ภายในห้องกว้างแห่งนั้นมีลักษณะเหมือนธนาคารขนาดย่อมของบ้านเรานี่แหละค่ะ โดยจะมีเคาท์เตอร์สำหรับเจ้าหน้าที่กับที่นั่งบริการประชาชน คือท่านกงศุลกับเจ้าหน้าที่ทั้งหลายเขาจะอยู่กันที่หลังเคาท์เตอร์ซึ่งมีกระจกกั้น ส่วนเราที่ยังไม่ถึงคิวเรียกเขาก็จะมีเก้าอี้รับรองไว้ให้นั่งจับจองรอคอยอย่างใจเย็น ก่อนถึงคิวของน้ำตาลเพียงเล็กน้อย เจ้าหน้าที่เขาก็ประกาศเรียกให้เราไปเข้าแถวเพื่อรอรับการสัมภาษณ์ค่ะ ลักษณะของแถวก็เหมือนตอนที่เราไปยืนรอซื้อข้าวในโรงอาหารของโรงเรียนนั่นล่ะ เมื่อเราสั่งอาหาร จ่ายเงิน และได้ข้าวมาแล้ว คนต่อไปก็เดินเข้าไปสั่งต่อ (เปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพดีไหมล่ะคะ?) ซึ่งคนที่ยืนก่อนหน้าน้ำตาลเยอะๆน้ำตาลมองไม่ถนัดหรอกค่ะว่าเขาขอวีซ่ากันผ่านหรือเปล่า ที่น้ำตาลเห็นว่าผ่านก็คือสองคนที่ยืนก่อนหน้าน้ำตาลนั่นเอง คราวนี้ก็ถึงตาเราบ้าง วันนี้ได้สัมภาษณ์กับท่านกงศุลผู้หญิงผิวขาวสาวสวย น่าตาน่ารักมากเลยค่ะ โดยบทสนทนามีดังนี้

เรา : Good morning.

ท่านกงศุล : สวัสดีค่ะ เคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาก่อนรึเปล่าคะ? (ท่านพูดไทยกับเราค่ะ)

เรา : Yes I did, when I was an Aupair.

ท่านกงศุล : Do you have any certificate from school?

เรา : Here you are. (พร้อมกับยื่นใบประกาศทุกคอร์สที่เราลงเรียนให้ดู)

ท่านกงศุล : Who is your sponsor?

เรา : Dad and my aunt.

ท่านกงศุล : Please give me their bank statements.

เรา : Sure พร้อมทั้งยื่น Book-bank ของเราเองไปด้วย

แต่แล้วท่านกงศุลคนงามก็ทำหน้านิ่วขึ้นมาแล้วยื่นเอกสารตัวหนึ่งมาให้เราดูพร้อมกับถามเราเป็นภาษาไทยว่า

ท่านกงศุล : I-134 อันนี้ใครให้เซนต์คะ?

เรา : School (ให้ป้าที่เป็น Citizen เซนต์ไว้ตั้งแต่ใช้ขอ I-20 แล้วค่ะ)

ท่านกงศุล : ทำไมทางโรงเรียนถึงให้คุณป้าเซนต์เอกสารตัวนี้คะ?

เรา : เพื่อรับรองว่าคุณป้ามีอาชีพการงานที่มั่นคงพอที่จะ Sponsor เราค่ะ (ตอบเป็นภาษาไทยแบบมั่นใจ)

ท่านกงศุล : คุณทราบมาก่อนไหมคะว่าเอกสารตัวนี้ใช้ในการรับรองผู้ที่จะขอกรีนการ์ดหรือสำหรับผู้ที่ต้องการอยู่ในประเทศสหรัฐฯ อย่างถาวร?

เรา : ไม่ทราบมาก่อนค่ะ

ช่วงอึดใจนี้ท่านกงศุลกับเรามองหน้ากันแบบวัดใจ แต่เมื่อเห็นท่านส่ายหน้าน้อยๆนาทีนั้นด้วยสันชาตญาณเราก็ชิงพูดก่อนที่ท่านกงศุลจะพูดอะไรออกมาค่ะ

เรา : May I show you my assay please?

ท่านพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงอนุญาติ น้ำตาลจึงได้ยื่นกระดาษ A4 หนึ่งหน้าที่บรรยายว่าเราเป็นใครมาจากไหนและทำไมถึงอยากเรียนที่อเมริกาให้ท่านได้พิจารณา ท่านอ่านอยู่ครู่หนึ่งก็เลื่อนคืนมาให้ แล้วพูดอะไรสักอย่างที่เราฟังไม่ถนัดเพราะเบามาก แต่ด้วยรอยยิ้มที่ท่านมี เราก็แน่ใจว่าต้องเป็นข่าวดีแน่ๆ เลยตัดสินใจเอ่ยถามท่านไปอีกครั้ง

เรา : I get it?

ท่านกงศุล : Yes จ่ายเงินค่าไปรษณีย์ที่ด้านนอกได้เลยค่ะ!!!

เรา : Thank you so much

พร้อมกันนั้นก็เอามือยื่นไปรับเอกสารทั้งหมดใส่คืนในแฟ้ม และเอาใบสีฟ้าที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ไปจ่ายเงินที่ตู้เล็กๆกับเจ้าหน้าที่ทางด้านนอก ซึ่งน้ำตาลได้ชำระเงินค่า EMS ไปเป็นจำนวนเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว เพราะความรู้ในตอนนั้นเหมือนตัวเบาสมองเบาไปหมด แม้ว่าจะเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วตอนสมัยที่ไปเป็นออแพร์

ท้ายสุดนี้หวังว่าบทความของน้ำตาลจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ ^__^

วิธีการเข้าสัมภาษณ์วีซ่าที่สถานทูตสหรัฐฯ

 


ขอบคุณภาพและวีดีโอประกอบจาก: amorysabor.com,US.Embassy Bangkok

2 comments

  1. Nattha Kanla says:

    คุณน้ำตาลให้ข้อมูลดีมากเลย อยากไปเรียนและหางานทำที่อเมริกาเหมือนกันค่ะ หวังว่าคงมีโอกาสเหมือนคุณน้ำตาลนะคั

  2. Kate K says:

    กำลังจะไปเรียนภาษาที่อเมริกาต่อเหมือนกันค่ะ
    อ่านเรื่องของคุณน้ำตาลแล้วมีประโยชน์ในการเตรียมตัวมาก
    ถ้าไม่เป็นการรบกวน อยากขอดูจดหมายแนะนำตัวของคุณน้ำตาลหน่อยได้มั้ยคะ
    ต้องเขียนเหมือนกันแต่ไม่รู้จะเขียนอย่างไรดี
    ขอบคุณมากค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *