อาหารแบบไหน เข้ากับสไตล์คนอเมริกัน?

อาหารแบบไหน เข้ากับสไตล์คนอเมริกัน?อืม! พอตัดสินใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาหารอเมริกันก็คิดแล้วคิดอีกว่า อาหารอเมริกันที่โดดเด่นคืออะไร เพราะความตั้งใจแรกที่อยากจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็คืออยากจะเขียนเฉพาะเจาะจงลงไปที่อาหารจานที่โดดเด่นของประเทศอเมริกา แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกค่ะ ก็เลยเปลี่ยนจุดประสงค์ของการเขียนใหม่เป็นการบอกเล่าเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับอาหารที่นี่ท่าจะดีกว่า

ตามปกติแล้ววัฒนธรรมของชาวอเมริกันนั้นจะเป็นวัฒนธรรมที่เรียกว่า Individualism และจะให้ความสำคัญกับเวลาเหมือนอย่างที่มีคำพูดว่า “Time is money” เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารที่ง่ายทั้งในขั้นตอนการเตรียมและการทานค่ะ แบบว่าเดินไปกินไปจะได้ประหยัดเวลา เพราะฉะนั้นอาหารอเมริกันที่ขึ้นชื่อก็จะเป็นพวก Fast-food ค่ะ

หนึ่งในอาหาร Fast-food อเมริกัน ที่ขึ้นชื่อก็ต้องบอกว่าแมคโดนัล ค่ะ แมคโดนัล เป็นอาหาร แมคโดนัล Fast-food ของสหรัฐอเมริกาจริงๆ เพราะว่าแฮมเบอร์เกอร์ยี่ห้อนี้เขาเป็นอเมริกันแบรนด์ค่ะ ไม่เหมือนเบอร์เกอร์คิงที่เป็นของอังกฤษค่ะ แต่คนที่ยังไม่เคยเข้าแมคโดนัลที่นี่ คงต้องรับรู้ไว้นิดนึงนะคะว่า ที่นี่แมคโดนัลที่นี่เขาไม่มีอาหารทุกอย่างตามที่เมนูในประเทศไทยมีนะคะ อย่างเช่นไก่ทอด แมคฯที่นี่ไม่ขายไก่ทอดค่ะ จะมีก็แต่นักเก็ตเท่านั้นค่ะ ส่วน Fast-food อย่างอื่นเช่นพิซซ่า ทาโค ก็นับว่าเป็นอาหารอเมริกันไม่ได้ เพราะพิซซ่ามาจากอิตาลี ส่วนทาโคเป็นของเม็กซิกัน แต่ที่นิยมกันในอเมริกาก็เพราะว่าความง่ายที่เข้าได้ดีกับชีวิตที่เร่งรีบของชาวอเมริกัน

เมื่อมาถึงตรงนี้บางคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วชาวอเมริกันเขาไม่มีเวลามาชื่นชมกับศิลปะการปรุงอาหารและหาความสุขกับรสชาติของอาหารเลยหรือ  แหม! มันก็ต้องมีเวลาแห่งความสุขแน่นอนใช่ไม๊คะ อาหารมื้อใหญ่ของครอบครัวอเมริกาแท้ๆคือมื้อเย็นค่ะ ในแต่ละภาคของประเทศก็จะปรุงอาหารแตกต่างกันออกไป แต่อาหารมื้อหลักนี้ก็จะประกอบไปด้วยเนื้อเป็นจานหลัก รับประทานกับมันฝรั่งหรือขนมปังค่ะ  แต่บางบ้านก็จะมีข้าวโพดหรือผักประกอบเข้าไปด้วย นี่เป็นแบบมาตรฐานทั่วๆไปที่เห็นนะคะ แต่ถ้าเป็นเทศกาลสำคัญๆก็จะมีอาหารที่จะต้องรับประทานในแต่ละเทศกาลไป ซึ่งอาหารแต่ละอย่างในเทศกาลก็จะมีความหมายหรือมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนั้นๆค่ะThanks giving

อย่างเทศกาลขอบคุณพระเจ้า หรือ Thanks giving ซึ่งจะเฉลิมฉลองกันแต่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น อาหารที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้โดยตรงก็จะมีอยู่ 2อย่างค่ะคือ ไก่งวงกับข้าวโพด ประวัติของเทศกาลนี้ก็มีอยู่ว่าชาวพิลกริมซึ่งเป็นชาวยุโรปเข้าใจว่าเดิมที่เดียวเป็นกลุ่มชาวโปแลนด์ที่มาอาศัยอยู่ในอังกฤษ ลงเรือชื่อ Mayflower มาจากประเทศอังกฤษเพื่อที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่แผ่นดินใหม่ในอเมริกาด้วยเหตุผลว่าต้องการอิสระในการนับถือศาสนา

หลังจากที่ล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมานานแสนนาน ผู้คนในเรือเริ่มล้มตายเพราะเจ็บป่วยและขาดอาหาร เมื่อมาขึ้นฝั่งที่สหรัฐอเมริกาทุกคนบนเรือต่างอ่อนเพียรและหิวโหย บังเอิญก็มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ อินเดียนแดง (แต่อย่าไปเรียกเขาอย่างนั้นนะคะ เพราะมันไม่สุภาพค่ะ) ให้ความช่วยเหลือโดยเอาเนื้อสัตว์ป่าที่ล่าได้มาให้ชาวยุโรปหรือรับประทานซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือไก่งวง ต่อมาชาวพิลกริมและชาวอเมริกันพื้นเมืองก็แลกเปลี่ยนความรู้กัน โดยชาวพื้นเมืองสอนให้พิลกริมยิงธนูและล่าสัตว์ ส่วนชาวพิลกริมก็สอนให้ชาวอินเดียนแดงปลูกข้าวโพดและทำฟาร์ม  ต่อมาคนทั้งสองกลุ่มก็ถือปฏิบัติว่าจะเฉลิมฉลองร่วมกันทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้รอดพ้นจากการเดินทางที่ยากลำบากและได้มาพบเพื่อนที่ดี แต่ในทางปฏิบัติที่สืบต่อกันมานั้นก็มีแต่เนื้อไก่งวงที่หาง่ายและถูกกฎหมาย ก็เลยกลายเป็นว่าไก่งวงเป็นอาหารที่ต้องมีในวันขอบคุณพระเจ้าค่ะ

อีกเทศกาลนึงที่มีความสำคัญในสหรัฐอเมริกาก็คือเทศกาลคริสมาตส์ค่ะ แต่อาหารสำหรับเทศกาลนี้ที่จะLutefiskเล่าให้ฟัง จะเป็นอาหารที่เดินทางมาประเทศอเมริกาจากสแกนดิเนเวียค่ะ ซึ่งจะพบได้ในบริเวณ Mid-West ของสหรัฐอเมริกาหรือประมาณรัฐ Minnesota หรือ Wisconsin ค่ะ  อาหารจานนี้มีชื่อว่าลูเทฟิสค์ (Lutefisk) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งค่ะ เวลาทำก็ต้องคนที่ทำเป็นจริงๆเท่านั้นนะคะ เพราะเนื้อปลาชนิดนี้ไม่เหมือนปลาอื่นๆ วิธีทำและกรรมวิธีต่างๆก็ต้องพิเศษ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่อร่อยหรือกินไม่ได้เอาเสียเลยค่ะ  ลูเทฟิสค์แบบที่ครอบครัวของคุณสามีเขาทำทุกปี ตัวเองก็ไม่เคยเรียนวิธีทำหรอกค่ะเคยแต่ทาน เนื้อปลามันก็จะลื่นๆ เวลาทานเขาจะเอาน้ำกีวีมาราด แต่เราคนไทยไม่ชอบ เลยขอเปลี่ยนจากน้ำกีวีมาเป็นมะนาว เกลือ และพริกไทยแทนก็เข้าท่าพอได้เหมือนกันค่ะ  แต่บางคนอย่างคุณสามีไม่เอาเลยค่ะทั้งๆที่เป็นอาหารประจำครอบครัวตัวเองแท้ๆ  เขาบอกว่าไม่ชอบกลิ่นค่ะ

เท่าที่เล่ามาให้ฟังนี่ก็คงจะเห็นแล้วว่า อาหารกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ควบคู่กันไป  ซึ่งในแต่ละภูมิภาคของประเทศอันกว้างใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานี่ เท่านี้ยังไม่หมดแน่นอน เพียงแต่ว่าตัวเองยังไม่เคยมีประสบการณ์หรือมีโอกาสศึกษามากนัก ถ้าได้ความรู้ใหม่ๆเข้ามาเมื่อไหร่ก็จะเอามาเขียนบอกเล่าต่อให้ฟังอีกอย่างแน่นอนค่ะ แต่ถ้าน้องๆหรือท่านผู้อ่านได้มีโอกาสลองรับประทานอาหารท้องถิ่นจากที่อื่น ก็อย่าลืมถามเกี่ยวกับเหตุผลหรือประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องดูบ้างนะคะ  รับรองว่าได้ฟังเรื่องสนุกๆที่น่าสนใจมากมายแน่นอน แถมยังเป็นหัวข้อชวนคุยที่ดีในระหว่างหรือหลังรับประทานอาหารอีกด้วยค่ะ

 


โดย Supakorn Bagley, Intercultural Consulting and Services LLC

ขอบคุณภาพประกอบจาก: trendpak.blogspot.com ,gingerandgold.typepad.com 

holidays.kaboose.com , www.aperitif.no

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *