เที่ยวสนุก แสนสุขในซานฟรานซิสโก

ซานฟรานซิสโก วันนี้พวกเราเตรียมขึ้นเครื่องจากสนามบิน Washington Dallus ไปที่ ซานฟรานซิสโก (San Francisco)  เมืองที่หลายคนล่ำลือว่า เป็นเมืองที่ครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ภูเขา ทะเล ป่าไม้ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ สิ่งก่อสร้างสวย ๆ อาหารอร่อย แสงแดดสีทองอุ่นๆ พร้อมอากาศเย็นตลอดวัน…พวกเราใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมง เมื่อไปถึงที่นั่น  ก็ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ทั้งเรื่องเวลาที่ช้ากว่า ฝั่ง DC ประมาณ 3 ชม

และเรื่องสำคัญที่พวกเรามองข้ามไปคือ อากาศที่เย็นมากๆในซานฟราน คือประมาณ 40 F ทั้งที่ตอนนั้นเรามาจากแถว DC เป็นช่วงซัมเมอร์อุณหภูมิประมาณเกือบ 90 F ค่ะ ทำเอาเรากับเพื่อนปรับตัวกันไม่ทัน เพราะเสื้อผ้าที่เอามาด้วยก็เป็นแบบสำหรับใส่หน้าร้อนทั้งนั้น ลงมาถึงสนามบินเห็นแต่ผู้คนใส่เสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด เรากะเพื่อนมาแบบขาสั้นเสื้อแขนสั้น 55 ไม่คิดเลยว่าจะมาเจออากาศหนาว ที่ซานฟราน

เรามีแผนจะขับรถเที่ยวทั่วซานฟรานซิสโก  ดังนั้นอย่างแรกที่ไปถึงก็ต้องไปเอารถเช่า ที่จองออนไลน์ก่อนค่ะ กว่าจะหาเจอและทำเรื่องเสร็จค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร เพราะจุดให้บริการเช่ารถทั้งหลายไม่ได้ตั้งอยู่ในสนามบิน ต้องนั่งรถไฟฟ้าออกจากบริเวณสนามบินไปประมาณ 2-3 สถานี โชคดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วอะไรทั้งสิ้น เย้

และแล้วก็ถึงเวลาออกเที่ยวกัน พวกเราขับรถไปย่านใจกลางเมืองซานฟรานซิสโก   โดยมี GPS เป็นเครื่องบอกทางและบอกให้หลงทาง55

ถนนหนทางที่นี่ชวนหวาดเสียวจริงๆเนื่องจาก มีทางสำหรับ รถราง บางช่วงก็มีทางลาดชัน และที่ค่อนข้างซับซ้อน เราคิดว่าการขับรถในถนน ดีซี ว่ายากแล้ว มาเจอ Downtown ซานฟราน ยิ่งยากกว่า พวกเราขับหลงกันอยู่หลายชั่วโมง กว่าจะมาเจอถนน ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street)

ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street)

ลอมบาร์ด (Lombard Street) ถนนเส้นนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่เข้าถึงยากมากม๊าก เพราะต้องขับรถขึ้นเนินสูงชันกว่าจะไปถึงถนน ลอมบาร์ด น่าเสียว ยิ่งนัก อย่างที่เห็นในรูปด้านล่างค่ะ คือขับในทางที่ชันอย่างนั้นติดต่อกันประมาณร้อยถึงสองร้อยเมตรได้ ดังนั้นจุดบนสุดจึงสูงเอามากๆค่ะ และรถก็ค่อนข้างติดมากเพราะนักท่องเที่ยวเยอะ มีรถหลายคันต่อคิวกัน จะเบรคจะเร่งแต่ละที ต้องใช้สมาธิเต็มที่ ถ้าไม่ได้ focus ดีๆ รถมีสิทธิไหลลงมาได้ค่ะ!

ว่ากันว่า ถนนลอมบาร์ดนี้ เป็นถนนที่คดเคี้ยวที่สุดในโลก  เป็นเนินชัน 40 องศา ค้า  My Goodness!!!!     ซิกแซก 8 โค้งหักศอกแบบวันเวย์ขาลง ระหว่างโค้ง เค้าก็มีตกแต่งต้นไม้ดอกไม้สวยงาม และมีบันไดคนเดิน 2 ข้างทางอีกด้วย ตอนขาลงนี่สนุกสุดค่ะ  ยังกับไปเล่น Roller Croster ยังไงยังนั้น คนที่เป็นโรคหัวใจ ไม่แนะนำให้ขึ้นมาถนนเส้นนี้ค่ะ55

ตอนขับขึ้นเนินไปยังถนน Lombard เสียวมากๆค่ะ ชันสุดๆ! ระหว่างขับต้องใช้สติสมาธิปัญญาเต็มที่!

อีกมุมหนึ่งของถนนลอมบาร์ด

ด้านบนของถนน Lombard มองเห็นวิวสวยๆของเมืองซานฟราน

มีข่าวว่าถนนลอมบาร์ดนี้ นักท่องเที่ยวชอบมาลองขับกัน แล้วก็เคยมีรถจำนวนมากไหลตามๆกันลงมา เพราะมีใครเบรกหลุดสักคน รถที่ตามหลังมาจึงชะงักกันไปหมด ไม่มีที่ไป และไม่สามารถกลับรถได้ เลยโดนชนตามๆกันไปด้วย ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเดือดร้อน ถึงขั้นเรียกร้องให้ปิดถนนนี้เสียไม่ให้รถวิ่งอีกต่อไป เพราะนักท่องเที่ยวที่มาลองขับรถสร้างความรำคาญให้ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งหน้าท่องเที่ยว ฤดูร้อน รถจะติดยาวเป็นกิโลเมตรทีเดียว

ถึงแล้วจ้า PIER 39

หลังจากนั้นพวกเราก็ไปต่อกันที่ Pier 39 เพราะที่นี่เป็นจุดท่องเที่ยวที่ดังที่สุดในเมืองที่หนึ่งของซานฟรานซิสโก ค่ะ  Pier 39เป็นท่าเรือใหญ่ที่สุดจุดหนึ่งของเมือง เป็นท่าเรือเก่าแก่ทำจากไม้ มีร้านขายของที่ระลึกน่ารัก ๆ มากมาย ถ้ามาเดินในช่วงสุดสัปดาห์ก็จะพบนักดนตรีข้างถนนฝีมือดีมาเล่นดนตรีให้ดูด้วย รวมทั้งมีศิลปินมาโชว์การวาดภาพที่ทำจากสีพ่น

ศิลปะจากสเปรย์ฉีดพ่น ทำเร็วมากด้วยค่ะ เห็นตอนแรกไม่นึกว่าจะออกมาสวยได้ขนาดนี้!

มีขายไข่มุกสดๆจากหอยเป็นๆ ลูกค้าต้องเลือกหอยเอาเอง ไม่ว่าจะได้มุกเม็ดเล็กหรือใหญ่ก็ต้องเสียเท่ากันค่ะคือ $14.99

กระเหรี่ยงคอยาวบ้านเราก็มาเต้นที่ Believe It or Not! @ Sanfran ด้วย

ณ ร้านช๊อคโกแลตแห่งหนึ่งใน PIER 39

ที่ร้านช็อคโกแล็ตแห่งนี้ ไม่น่าเชื่อว่ามีขายแมลงด้วย! (ตั๊กแตนรส SourCream and Onion!)

อีกจุดหนึ่งของ PIER 39 ที่คนมักจะมาถ่ายถาพ(มีคุณลุงมาเล่นดนตรีด้วย)

ผ่านร้านขายขนมปังเห็นจรเข้ตัวใหญ่!

นอกจากนี้ถ้าเดินออกมาข้างท่าเรือ   เราจะได้ยินเสียงแปลกๆๆ ร้อง แอ้ว! แอ้ว! แอ้ว!  ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะได้ยินสียงมาแต่ไกล เมื่อเข้าไปใกล้ๆๆก็ถึงบางอ้อค่ะ ว่า เจ้าตัวที่ส่งเสียง แอ้ว แอ้ว นั่นก็คือ ฝูงสิงโตทะเล ค่ะ มันตัวอ้วนกลม น่ารัก อย่าบอกใครเชียว มัน ชอบมานอนเกยท่าเรืออวดหุ่นให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเล่น  บางตัวก็นอนทับกัน บางตัวก็แหงนหน้าชูอกเป็นนางแบบแข่งกันกับเพื่อนๆสิงโตทะเลนั่นเอง

ที่พักตากอากาศของชาวสิงโตทะเล!

นอนกลมปุ๊กลุกแสนสบายใจ

หลังจากเที่ยวมาหลายที่ คราวนี้ก็มาถึงเวลาเข้าที่พักแล้ว   พวกเราโชคดีที่มีเพื่อนอยู่ใน down town ซานฟรานซิสโก   เลยได้มีโอกาสเข้าไปพิงพักอาศัยด้วยซักคืนสองคืน

วันนี้เป็นอีกวันที่พวกเราออกกันแต่เช้า เพื่อที่จะได้เก็บบรรยากาศ เมืองซานฟรานให้ได้มากที่สุด จุดแรกที่พวกเราไป นั่นก็คือ  สะพาน Golden Gate นั่นเอง และที่นี่  ถือเป็นหนึ่งในท็อปเท็นของสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมาดู  เป็นสัญลักษณ์ของซานฟรานก็ว่าได้ เป็นสะพานที่เชื่อมไปยัง Marin Country เหมาะแก่การเดินเล่นหรือขี่จักรยาน มีหลายคนบอกว่าถ้าไม่ได้มาชมสะพาน Golden Gate นี้ก็เหมือนกับยังไม่ถึงซานฟราน แต่ตอนที่เราไปยังเช้าอยู่ หมอกลงจนมองไม่เห็นยอดเสาสะพานเลยค่ะ

หมอกลงจนมองไม่เห็นยอดเสาสะพาน Golden Gate

Golden Gate ยามเช้้า

หลังจากได้รูปสวยๆๆกับสะพาน Golden Gate แล้วเราก็ขับข้ามสะพานไปกะว่าจะไปเดินชมเมืองท่า Sausalito ซะหน่อย แต่ GPS พาเรามุ่งขึ้นเขา! พวกเราก็ว่าอยู่ว่าทำมั้ย เมืองท่าอะร๊าย มันขับสูงขึ้นทุกที สุดท้ายเราก็เลยได้มาเที่ยวเขาไปด้วยโดยปริยาย55 แต่ก็นับว่าโชคดีค่ะ เพราะบนนี้มีสิ่งก่อสร้างป้อมปราการอะไรบางอย่างสมัยสงคราม อีกทั้งบนเขานี้หมอกลงหนา บวกกับป่าไม้ และต้นไม้รอบๆตัวเราก็ดูแปลกตา และสวยงามมาก เหมือนกับหลุดเข้าไปในเทพนิยายเลย! จากสะพาน Golden Gate มาถึงที่นี่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงค่ะ เห็นในป้ายบอกว่าถ้าอากาศดีๆ ไม่มีหมอก เราสามารถเห็นวิวสะพาน Golden Gate ที่สวยงามจากบนนี้ด้วยค่ะ

บรรยายการสวยงามบนเขา(ที่หลงทางมา)

 

ถ้ามองจากตรงนี้เวลาไม่มีหมอกก็จะเห็น Golden Gate Bridge

ป่าสวยๆเหมือนในเทพนิยาย

หลังจากลงเขาแล้ว เราก็ขับรถมุ่งหน้าต่อไปยังเมือง Sausalito ทันที (โดยไม่หลงทาง) Sausalito เป็นเมืองท่าน่ารัก ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามของเมือง ซานฟรานซิสโก (San Francisco)  เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการพักตากอากาศอย่างมากค่ะ เพราะทั้งเงียบสงบ อากาศดี พวกเราแวะเพื่อกินอาหารที่นี่ เดินถ่ายรูปเล่นในสวนสาธารณะริมทะเล เมืองนี้ช่างเหมาะสำหรับคู่รัก ที่ต้องการมา Honeymoon เสียจริง!!!!

ได้มาซานฟรานซิสโก ในจุดนี้เองเราสามารถมองเห็นเห็นเรือนจำ Alcatraz กันได้ชัด ๆ ด้วย  (เกาะ Alcatraz เป็นเรือนจำกลางทะเล และเป็นฉากหลักในหนังเรื่อง The Rock ที่แสดงนำโดย Sean Connery และ Nicolas Cage)

เพลิดเพลินกับการดูบ้านน่ารักๆที่ Sausalito

อยากลองอยู่บ้านนี้จริง!

ตอนที่เราถึงเมืองก็มีการเดินพาเหรดพอดีค่ะ โชคดีจัง

เมื่อได้พักซักระยะ พวกเราก็ขับรถต่อไปเพื่อไปยังจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของซานฟราน บนยอดเขา Twin Peaks มาถึงที่นี่แล้วต้องบอกว่า บรรยากาศ ข้างบนดีสุดๆๆ สามารถเห็นวิวของเมืองซานฟรานได้ทั่วทั้งเมือง 360 องศาเลยทีเดียว พวกเราแวะพัก ดื่มด่ำกับธรรมชาติยามพระอาทิตย์ตกดินที่เมืองซานฟรานซิสโก อยู่นาน

วิวบน Twin Peaks

วิวอีกด้านจาก Twin Peaks

ทางขึ้น Twin Peaks คดเคี้ยวน่าดู แถวซอยที่เข้าก็เล็กมาก กว่าจะถึงพวกเราเลยขับเลยซอยตามระเบียบ55

ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านใจกลางเมือง (downtown) มีต้นไม้อยู่ตลอดทั้งสองข้างทาง และมีร้านแผงลอยขายพวกงานฝีมืออยู่ตลอดทาง รวมไปถึงอาคารสำนักงาน และร้านค้าที่จัดได้อย่างสวยงามสะอาดตา อาหารก็อร่อย มีแสงแดด พร้อมอากาศเย็นตลอดวัน

ถือว่าการมาเที่ยวซานฟรานซิสโกในครั้งนี้ ประทับใจมากๆค่ะ เมืองที่หลายคนล่ำลือว่า เป็นเมืองที่ครบทุกรสชาติ ตั้งแต่ภูเขา ทะเล ป่าไม้ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ สิ่งก่อสร้างสวย ๆ อาหารอร่อย แสงแดดสีทองอุ่นๆ พร้อมอากาศเย็นตลอดวัน

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักท่องเที่ยวจึงชอบที่นี่ จากการได้ไปสัมผัสเมืองซานฟรานซิสโกด้วยตัวเอง ต้องขอบอกว่าซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ครบทุกรสชาติ และมีความโดดเด่นในตัวเอง คือแม้จะดูสับสนวุ่นวายไปบ้างในย่านตัวเมือง แต่คนในย่านนั้นก็สามารถไปพักผ่อนหย่อนใจกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเมือง คนที่นี่จึงดูรีบเร่งแต่ยังยิ้มแย้มแจ่มใส  ซานฟรานซิสโก จึงมีกลิ่นอายของชีวิตในเมืองและธรรมชาติที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว  ทำให้การไปเที่ยวครั้งนี้ของพวกเราได้อิ่มอกอิ่มใจ ประทับใจ จนต้องยกให้เป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆของอเมริกาค้า

One comment

  1. Bebe says:

    ตอนนี้อยู่ ซานฟรานซิสโก มาเที่ยวครั้งเเรก เเบบ ซี้ซั้ว นิด อาศัยเกาะเพื่อนที่นี่เวียนมารับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *