เมื่อฉันไปปิคนิคที่ Algonkian Regional Park

 Algonkian Regional Parkปลายเดือนสิงหาคม 2012 ยังเป็นช่วงน่าร้อนในอเมริกา เพื่อนๆชาวโคลัมเบียและแมกซิกันเลยชวนน้ำตาลไปร่วมปิคนิคปาร์ตี้กันที่ Algonkian Regional Park ซึ่งเป็นวนอุทยานที่มี Located at 47001 Fairway Drive, Sterling, Virginia โดยผู้ที่ต้องการจะไปสามารถใช้เส้นทาง Route 7 ที่มุ่งหน้าไปยัง Cascades Parkway north จากนั้นขับต่อไปประมาณ 3 miles เพื่อไปยังทางเข้าของวนอุทยานค่ะ
ที่ Algonkian Regional Park มีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำร่วมกันทำอย่างมากมายพร้อมกับการสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติที่สวยงามริมแม่น้ำ Potomac กิจกรรมสุดฮิดก็ได้แก่ พายเรือคายัค ส่องนก Blue Bird, ออกแบบและจัดทำบ้านหรือรังให้นก ตั้งแคมป์และปิคนิค ออกกำลังกาย ถ่ายรูป ว่ายน้ำ ตกปลา จัดงานแต่งงานก็ได้นะคะเพราะเขามีสถานที่ให้เช่ารวมถึงสถานที่เพื่อใช้ในการจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสนามกอล์ฟสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟอีกด้วย

ในวันนั้นเราไปกันแค่ 5 คนมีหญิงสาว 4 คน กับชายหนุ่มอีกหนึ่งนายโดยเพื่อนผู้ชายเป็นคนขับรถค่ะ ก่อนจะเข้าไปที่นั่นพวกเราก็ได้แวะซื้อข้าวของที่จะใช้ทำอาหารกับขนมกินเล่นกันที่ Grocery store กันก่อน สิ่งที่เราช่วยกันเลือกซื้อก็ได้แก่ เนื้อ ไก่ หมู ที่จะเอาไว้ใช้สำหรับทำบาร์บีคิวและมีขนมปังกับแยมเผื่อไว้ถ้าหากเมนูบาร์บีคิวล่ม นอกจากนี้ก็ยังซื้อขนมขบเคี้ยวต่างๆรวมถึงลูกอม ลูกกวาด และช๊อคโกแลตพร้อมทั้งเครื่องดื่มอื่นๆด้วยไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้หรือโซดาโดยทริปนี้ไร้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดนะคะเพื่อเป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมค่ะ(ข้ออ้างชัดๆ -..-)

จากนั้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปยังที่หมายกันเลย ซึ่งเมื่อขับรถเข้าไปทางด้านในแล้ว น้ำตาลจำได้ว่ามีหลายลานจอดรถให้เลือกค่ะ โดยแต่ละลานจอดรถนั้นก็จะมีโซนที่เป็นส่วนบริการของส่วนกลางโดยน้ำตาลขอเรียกง่ายๆว่า ศาลากลางก็แล้วกันนะคะ และก็จะมีห้องน้ำสาธารณะไว้ให้บริการข้างๆกันด้วย โดยพวกเราเลือกจอดรถกันที่ลานจอดรถที่สองของอุทยานค่ะ

พอลงจากรถได้ก็หอบข้าวของผ่านไปตรงศาลากลางใกล้ๆลานนั้น แล้วเพื่อนจึงเข้าไปติดต่อขอเช่ายืมอุปกรณ์ย่างเช่นตะแกรงและถ่านไม้ซึ่งน้ำตาลจำไม่ได้ว่าต้องเสียเงินรึเปล่านะคะ ในตอนนั้นที่ศาลามีคนเยอะแยะเชียว เหมือนจะเป็นชาวอินเดียพาญาติพี่น้องมาปาร์ตี้กันค่ะ คือเขาตั้งโต๊ะและนั่งกินกันที่ในศาลาเลย ส่วนพวกเราก็หอบหิ้วข้าวของเดินห่างออกมาทางริมแม่น้ำเพื่อหาทำเลที่ชอบใจ จนไปได้จุดหนึ่งซึ่งมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่พอที่จะให้เราทั้งหลายได้นั่งกันอย่างสะบายซึ่งข้างๆกันนั้นก็มีที่ก่อกองไฟไว้ให้บนพื้นดิน

เพื่อนผู้ชายของเราเป็นคนจัดการเรื่องก่อไฟค่ะ ส่วนเพื่อนผู้หญิงชาวแมกซิกันก็จัดการหมักเนื้อเตรียมทำบาร์บีคิว เพื่อนโคลอมเบียอีกสองคนก็ช่วยกันจัดแจงแจกจ่ายขนมและเครื่องดื่ม ยกเว้นน้ำตาลคนเดียวนี่เท่านั้นที่ไม่เป็นอันทำอะไรทั้งสิ้น ได้แต่เคี้ยวมันฝรั่งทอดแก้มตุ่ยอย่างสบายใจเฉิบ แหะๆ จนซักพักเนื้อก้อนแรกของพวกเราก็สุกค่ะ โดยมีเพื่อนคนที่ย่างเป็นผู้นำมาแจกจ่ายให้ทุกคนได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

เมื่อทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี น้ำตาลตาดีเหลือบไปเห็นเนื้อไก่ชิ้นใหญ่ที่ยังไม่สุกและยังวางปิ้งอยู่ที่เตาย่าง ด้วยความที่เรายังไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อนๆเลยซักอย่าง ประกอบกับเพื่อนชาวแมกซิโกที่เป็นมือย่างเขาก็กำลังง่วนอยู่กับการรับประทานอยู่ น้ำตาลเลยทำเป็นมีน้ำใจลุกออกไปเฝ้าที่เตาย่างให้แบบเงียบๆ

แต่ซักพักก็เป็นเรื่องจนได้ค่ะเมื่อน้ำตาลพยายามพลิกเนื้อไก่ก้อนนั้นเพื่อจะย่างอีกด้านที่ยังไม่สุก ผลคือมันดันกลิ้งหลุนๆลงไปกองที่พื้นเฉยเลย จำได้ว่าตอนนั้นน้ำตาแทบไหลแหน่ะ >.< แถมยังไม่ทันจะคีบเนื้อไก่ขึ้นมาจากพื้นได้ เพื่อนผู้ชายตาไวดันหันมาเจอเข้าแล้วร้องบอกเพื่อนคนอื่นแบบแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ดูนังโก๊ะนั่นสิ!! ชีทำไก่พริกไทยดำเป็นไก่คลุกฝุ่นไปซะแล้ว” ภาพสุดท้ายที่จำได้ในตอนนั้นคือน้ำตาลรีบเอามือเปล่าหยิบชิ้นเนื้อที่ตกพื้นขึ้นมาทันทีเพราะมันลนลานจนใช้ที่คีบคีบขึ้นมาไม่ได้ T..T

แต่เพื่อนๆก็ไม่ได้ว่าอะไรค่ะเห็นเป็นเรื่องขำขำกันไป น้ำตาลเลยหายช๊อคขึ้นมานิดนึง จากนั้นเราจึงนั่งแชร์ประสบการณ์นู่นนั่นนี่ต่อกันเพื่อรออาหารย่อยและเพื่อนโคลอมเบียคนหนึ่งก็เอาผ้ามาปูนอนตรงพื้นใกล้ๆนั่นเลยค่ะ ดีนะที่ตรงพื้นไม่มีมดเยอะเหมือนในบ้านเรา จะมีก็แต่ยุงซึ่งน้ำตาลแน่ใจมากๆว่ามันคือยุงลายเพียงแต่ขามันดูยาวๆมากกว่ายุงในบ้านเรา เอ๊ะ? หรือคิดไปเองก็ไม่ทราบ เอาเถอะค่ะปล่อยให้เพื่อนๆได้นอนกันไปส่วนน้ำตาลก็เดินกลับไปที่ศาลาเพื่อจะเข้าห้องน้ำจ้า

ห้องน้ำจะเป็นคล้ายๆกับห้องน้ำในปั๊มน้ำมันที่ทำหลายห้องเรียงติดกันแต่ก็แยกเป็นห้องน้ำชายกับห้องน้ำหญิง พอได้เข้าไปดูภายในจริงๆก็เห็นว่ามีทั้งห้องที่เป็นห้องสุขาและห้องอาบน้ำ แต่ทุกห้องไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ค่ะเพราะผู้คนเดินย่ำดินแล้วเข้ามาใช้ห้องน้ำกันตลอดตรงพื้นจึงค่อนข้างเละเทะ กระดาษทิชชู่มีไว้ให้เพียงพอค่ะแต่ถังขยะเต็มทุกห้องเลย และที่ก๊อกน้ำล้างมือน้ำที่ไหลออกมาก็ค่อนข้างเบาและมีสีขุ่นอาจเป็นเพราะเขาสูบน้ำจากแม่น้ำขึ้นมาใช้โดยตรง แต่เราต้องการมาแอดเวนเจอร์นี่คะแล้วจะต้องกลัวอะไร? (ปลอบใจตัวเองอีกแล้ว -..-)

เมื่อออกจากห้องน้ำได้ก็เดินกลับมาหาเพื่อนตรงจุดเดิมแต่ทุกคนเลิกนอนอาบแดดกันแล้วล่ะค่ะ เปลี่ยนมาตั้งวงเล่นวอลเลย์บอลกันแทน ซึ่งเจ้าวอลเลย์บอลลูกนี้ก็กลิ้งมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบพวกเราเลยโชคดีกันไปเพราะมีอะไรให้ทำ ตอนแรกเราก็เล่นกันเป็นวงกลมค่ะ ตีกันมาตีกันไปแต่เพื่อนสาวชาวโคลอมเบียทั้งสองนางเธอไม่มีทักษะทางด้านวอลเลย์บอลกันเลยจึงทำให้ลูกบอลกระเด้งกระดอนไปทางแม่น้ำบ่อยมาก ซึ่งพวกเราก็ยังดื้อเล่นกันอยู่ตรงที่เดิมจนไอ้เรื่องที่มันน่าจะเกิดตั้งแต่ต้นก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ นั่นก็คือลูกวอลเลย์บอลหล่นลงไปในแม่น้ำค่ะ คราวนี้เลยต้องร้องขอความช่วยเหลือกันใหญ่ ซึ่งก็มีคนใจดีที่เขามีเจ็ตสกีขี่ออกไปเก็บมาให้คราวนี้พวกเราเลยต้องย้ายที่กันอย่างจำยอม

ก่อนไปเราได้ช่วยกันเก็บกวาดข้าวของที่ทำเลอะเทอะกันไว้ เคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบร้อย และต้องไม่ลืมที่จะดับไฟที่เตาย่างด้วยเพราะอาจทำให้เกิดไฟลุกลามไปยังส่วนอื่นได้ แล้วเพื่อนผู้ชายก็เป็นคนอาสาเอาตะแกรงและของที่ยืมมาไปคืนให้ส่วนกลางค่ะ จากนั้นเราจึงพากันไปยังจุดรวมพลที่ใหม่ โดยที่ใหม่ที่ว่านี้ก็คือสนามวอลเลย์บอลที่ทางอุทยานเขาได้จัดไว้ให้อยู่แล้วค่ะ คือมีลักษณะเป็นสนามที่มีพื้นทรายละเอียดที่พวกเราต่างถอดรองเท้าเล่นกันได้อย่างไม่เป็นอันตรายและมีเน็ทตาข่ายกางไว้ให้อย่างเรียบร้อย

เรามีการแบ่งทีมกันเล่น ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะแบบสนุกสนาน โดยคนที่เล่นเก่งที่สุดก็คือเพื่อนชาวแม็กซิโกค่ะ นางตบแหลกแบบไม่ปราณีใครตลอดเวลาและถ้าใครต้องอยู่ทีมตรงกันข้ามกับนางแล้วเมื่อใดถูกนางตบกลับมา แทนที่พวกเราจะวิ่งรอรับลูกก็กลับวิ่งหนีกันแบบแตกกระเจิงตลอด ซึ่งถือว่าในวันนั้นก็เป็นอีกวันที่สนุกกันมากแล้วก็เหนื่อยกันมากๆด้วย จนกระทั้งเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าพวกเราจึงพากันเดินทางกลับบ้าน

Algonkian Regional Park ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เพื่อนๆสามารถมาพักผ่อนหย่อนใจในยามไหนก็ได้ อากาศที่นี่ยังบริสุทธิ์และมีธรรมชาติที่ยังสวยงามอยู่มาก น้ำตาลเชื่อว่าเมื่อหลายๆคนได้มาเยี่ยมชมสถานที่นี้แล้วย่อมสามารถย้อนกลับมาคิดถึงสภาพของเมืองไทยในปัจจุบัน ที่นับวันการตัดไม้ทำลายป่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากบางคนที่อ้างว่าเพราะไทยเรากำลังพัฒนาประเทศไปสู่ความศิวิไลซ์ อุทยานป่าไม้ในประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างประเทศนี้ก็ยังรู้จักรักและหวงแหนทรัพยากรณ์ธรรมชาติของประเทศตน แล้วแผ่นดินทองอันมีท้องทุ่งอันอุดมด้วยอู่ข้าวอู่น้ำอย่างประเทศไทยของเราเล่าควรจะมีอนาคตเช่นไรดี?


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *