เรื่องร้อนๆ หนาวๆ ที่ควรรู้เมื่ออยู่อเมริกา

เรื่องร้อนๆ หนาวๆ ที่ควรรู้เมื่ออยู่อเมริกา

 

ใครได้มาอเมริกาก็จะเห็นว่า เป็นประเทศที่กว้างใหญ่มากค่ะ ภูมิอากาศก็หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ในอเมริกาเราจะพบอากาศได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่บรรยากาศแบบแถบขั้วโลกซึ่งหนาวติดลบ 40 องศา จนถึงบรรยากาศที่ร้อนเหมือนทะเลทรายมากกว่า 45 องศา

เรื่องของสภาพอากาศ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆสำหรับคนไทยในอเมริกา  คนไทยอาจจะคุ้นเคยแต่สภาพอากาศร้อนชื้น และ ร้อนมากๆ พวกเราอาจจะไม่เคยชินกับอากาศสุดโต่งในแบบต่างๆที่นี่ค่ะ เช่น อากาศแห้งจัด โดนประตูก็เจอไฟฟ้าสถิต เจ็บทุกครั้ง, ฝนตกทั้งวันทั้งคืน ท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นเวลาหลายวันโดยไม่มีแสงแดด, อาหารหนาวเย็นแบบติดลบ หิมะตกหนาปกคลุมทั่วเมือง, หรืออากาศแบบ wintry mix คือ ลักษณะสภาพอากาศหลายอย่างผสมกันในคราวเดียว เช่น มีลูกเห็บ-ฝน-หิมะ ตกในขณะเดียวกัน ดังนั้นคนไทยที่กำลังมีแผนการมาอเมริกาควรเตรียมตัว และเตรียมใจกันไว้ด้วยนะค่ะ วันนี้จึงอยากนำเรื่องราวอากาศร้อนๆ อากาศหนาวๆ ที่ฟังแล้วจะหนาว มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ตอนที่เรามาอเมริกาใหม่ๆ จำได้ว่าเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ จะเข้าหน้าร้อน ตอนนั้นอากาศกำลังสบายอุณหภูมิประมาณ 60-70 F (ราวๆ  20 องศา) นอกจากบรรยากาศเย็นสบายแล้ว ดอกไม้ยังบานสะพรั่ง มีหลากหลายสี มองไปทางไหนก็สดชื่น

 

แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ฤดูร้อนเริ่มมาเยือน เราแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอเมริกา จะมีหน้าร้อนได้ร้อนแสบทรวงแบบนี้  อุณหภูมิสูงเทียบเท่ากับประเทศไทยเลย คือ 30กว่าองศา เกือบ40 แดดจะแรงมาก แต่เราอาจจะไม่รู้สึก เพราะไม่มีเหงือตกซักกะหยด กว่าจะรู้อีกที คือ หน้าดำ แขนดำ ไปแล้ว ผู้หญิงอย่างเรา ได้ฝ้า ได้กระ ขึ้นหน้าเต็มไปหมด ไม่รู้มันผุดมาตอนไหน หมดความสวย ก็ตอนหน้าร้อนนี้แหละ55 (เอ้า คิดซะว่าเป็นเทรนของคนเมกันแล้วกัน) ดังนั้นอย่าลืมพกครีมกันแดด โลชั่นไว้ป้องกันผิวยามแดดแรงๆไว้ด้วยนะค่ะ ที่อเมริกามีขายทั่วไป SPF 25 -50 ราคาไม่แพงมาก (ของ Bananaboat ประมาณ 6-8 เหรียญต่อหลอดค่ะ) ซื้อมาครั้งนึงใช้ได้เป็นปี

นอกจากเรื่องของแดดอันร้อนแรงแล้ว สภาพความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม คนไทยจะคุ้นเคยกับสภาพร้อนชื้น แต่ในบางรัฐ บางเมืองที่ไป ความชื้นสัมพัทธ์อาจจะต่ำกว่าประเทศไทยมาก ทำให้ผิวแห้งง่ายมาก โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว อาจจะต้องพึ่งพาพวกโลชั่นช่วยให้ผิวไม่แห้งจนเกินไปด้วย เพราะการที่ปล่อยให้ผิวหน้าแห้ง ทำให้เกิดริ้วรอย ตีนเป็ด ตีนกาถามหาได้ง่ายๆ ดังนั้นสาวๆควรระวังไว้ค่ะ

วิธีดับร้อนที่ดีเยี่ยมอีกวิธีหนึ่งที่เราขอแนะนำคือ การดื่มน้ำมะพร้าวค่ะ เป็นน้ำมะพร้าวกระป๋อง (เพราะมะพร้าวอ่อนของจริงราคาแพงมาก ลูกหนึ่งราคาหลายเหรียญอยู่ค่ะ) ตาม Grocery เอเชียมักมีขายกันในหน้าร้อน กระป๋องเล็ก 50-70 เซนต๋ กระป๋องใหญ่ 1-2 เหรียญ ส่วนใหญ่ made in Thailand ซะด้วย  ได้อุดหนุนคนไทยด้วยกันอีกค่ะ วิธีการกินที่แสนอร่อย คือเอาไปแช่ช่องแข็งไว้ประมาณ 1 ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง พอให้น้ำบางส่วนจับตัวคล้ายวุ้น กึ่งน้ำกึ่งน้ำแข็ง กินแล้วทั้งหวานหอมมะพร้าว ทั้งเย็นฉุ่มช่ำจริงๆค่ะ หน้าร้อนที่ผ่านมานี้เราซื้อตุนไว้คลายร้อนตลอดเกือบทุกวันเลยค่ะ

มาถึงเรื่องราวหนาวๆในอเมริกากันบ้าง

คนไทยหลายๆคน ที่ไม่เคยเจอกับอากาศหนาว ก็จะมีทั้งที่ชอบมากๆ (เหมือนเรา) หรือเกลียดหน้าหนาวไปเลยก็มีเยอะ

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวนะค่ะว่า มีคนหนาวตายในอเมริกาด้วย แต่ก่อนนี้เราไม่อยากจะเชื่อด้วยซ้ำว่ามันเป็นไปได้ยังไง  จนได้มาเจอด้วยตนเอง ถึงได้รู้ค่ะว่า มันสามารถทำให้ถึงตายได้เหมือนกัน ติดลบ 20-30 หรือบางที่ 40 ใครจะไปทนไหว บ้านไหน Heater พังขึ้นมา ซวยกันแล้วคราวนี้

สำหรับคนขี้หนาว ถ้าจะต้องไปเมืองหนาว ลองคิดดูค่ะ ว่าเราจะต้องเตรียมการอะไรไว้สำหรับหน้าหนาวบ้าง นอกจากพวกเสื้อกันหนาว เสื้อโอเวอร์โค๊ต (Overcoat) ลองนึกถึงพวก ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกประกอบด้วย ถ้าหนาวมากๆ ใส่แค่หมวกไม่ให้ศีรษะเย็นอาจจะไม่พอ ต้องหาหมวกที่คลุมใบหูด้วย หรืออาจจะซื้อที่ครอบหูมาต่างหาก เวลาเดินปะทะอากาศเย็น เพราะใบหูจะเป็นส่วนที่อ่อนแอ เค้าเป็นอวัยวะบางๆที่ยื่นออกไปด้านข้าง ทำให้มีพื้นที่สัมผัสกับอากาศหนาวได้มากค่ะ

ภาพจาก http://blog.lib.umn.edu แต่งกายตามนี้ป้องกันความหนาวได้ดีเลยค่ะ

มาเล่าตอนไปงานพิธีสาบานตนโอบามาซักหน่อย ด้วยความที่อากาศหนาวมากๆ ทำให้เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมโดยการใส่เสื้อกันหนาวหลายชั้น นับรวมได้ 6 ชั้น กางเกงใส่ 3 ชั้น(ใส่ลองจอน 2 ชั้น ช่วยได้เยอะค่ะ แล้วใส่ทับด้วยกางเกงยีนส์) ถุงเท้า อีก 2 ชั้น พร้อมด้วยถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวกที่คลุมใบหู เกือบทุกส่วนของร่างกายปิดบังมิดชิดหมดค่ะ ทำให้แม้ต้องปะทะลมหนาวถึงกว่า 3 ชั่วโมง ก็เอาอยู่ค่า

ให้เตือนตัวเองไว้ค่ะ ว่าจุดที่อ่อนแอต่อความหนาวเย็นซึ่งทำให้เราล้มป่วยได้ง่าย ก็คือ บริเวณ ศีรษะ หน้าอก ท้อง และ เท้า  พยายามทำให้ทั้งสี่ส่วนของร่ายกายนี้ อบอุ่นไว้เสมอ ถึงแม้จะต้องอยู่กับอากาศหนาวเย็น จะช่วยลดโอกาสที่จะเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดได้

หิมะก็จะเป็นอะไรที่แปลกใหม่ สำหรับคนที่ไม่เคยเจอ แรกๆ อาจจะตื่นตาตื่นใจ ดูสวยงาม โดยเฉพาะตอนตกใหม่ๆ ช่างโรแมนติกซะนี่กระไร แต่หลังจากหิมะหยุดตกแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความสกปรก หิมะดำๆจากการเหยียบย่ำของคนและรถ เลอะเทอะ ลื่นๆ น่าหกล้ม และอีกสาระพัดอุบัติเหตุ

ช่วงที่หิมะลงเยอะๆ สิ่งที่ไม่ชอบเลยคือ การกวาดหิมะออกจากรถค่ะ ถ้าอยู่บ้านเช่าที่ไม่มีหลังคาที่จอดรถให้ก็ต้องเจอทุกราย ตอนนั้น ในปี 2010 ที่เวอร์จิเนียร์ (Virginia) มีหิมะเยอะค่ะ บ่อยครั้งที่หิมะทับถมกันจนปิดรถมิดไปทั้งคันเลย เราจำต้องตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อลงมากวาดพวกหิมะนี้ออกจากกระจกรถ ถึงได้ขับรถออกถนนได้

นี่คือวันหนึ่งที่เปิดประตูรถไม่ได้ค่ะ ทุกอย่างปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ถนนก็ลื่นมาก

ที่เห็นไม่ใช่กระจกแตกหรอกนะคะ นั่นคือแผ่นน้ำแข็งบนกระจกที่โดนเรากะเทาะออกบางส่วนค่ะ

ไม่ใช่แค่หิมะเท่านั้นนะคะ ที่รักและเกาะติดรถเราอย่างเหนียวแน่น การ”กวาดหิมะ”เป็นเรื่องง่ายไปเลยค่ะ เมื่อเทียบกับการที่ต้องมา”ขูดน้ำแข็ง” น้ำแข็งเป็นแผ่นที่ติดสนิทแนบอยู่กับรถเรานี้เกิดมาจากการที่มีหิมะตกก่อนพอสมควร พร้อมกับฝน หรือมีฝนพร้อมอากาศที่ค่อยๆเปลี่ยนเป็นหนาวมากๆ ฝนนั้นจะทำให้หิมะหนักชุ่มไปด้วยน้ำ ทีนี้พออุณหภูมิต่ำลงมากๆ น้ำหรือหิมะหนักๆก็จะเกาะตัว เปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง หรือแข็งเกาะติดกับรถเราซะสนิทเลยค่ะ ต้องใช้เวลาขูดนานมากท่ามกลางความหนาว

สัญลักษณ์ปุ่ม defrost ประมาณนี้ค่ะ

วิธีช่วยก็คือ กดปุ่มละลายหิมะค่ะ ทั้งกระจกหน้าและหลัง แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร กว่ามันกำจัดน้ำแข็งออกได้หมด ยังไงเราก็ต้องขูดอยู่ดี(ในกรณีที่น้ำแข็งหนา) แต่ยังดีกว่าไม่มีค่ะ อีกวิธีหนึ่งก็คือฉีดน้ำล้างกระจกรถ เพื่อช่วยให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น อ๊ะ แต่ห้ามใช้น้ำร้อนราดน้ำแข็งที่เกาะบนกระจกรถเชียวนะคะ ทำอย่างนี้มีสิทธิ์กระจกแตกละเอียดเลยค่ะ ทั้งนี้เพราะมีคนเคยทำมาแล้ว และเสียเงินซ่อมกระจกแล้วค่ะ

ขอแนะนำอย่างหนึ่งว่า ระหว่างที่กวาดหิมะหรือขูดน้ำแข็งอยู่นั้น เราควรสตาร์สรถทิ้งไว้เลยค่ะ เพราะหน้าหนาว รถต้องการการอุ่นเครื่องยนต์นานกว่าปกติ เพื่อให้ทุกส่วนในรถมีอุณหภูมิเหมาะสมพร้อมที่จะขับเคลื่อนไปได้ เมื่อกวาดหิมะเสร็จ รถก็พร้อมได้ที่พอดีค่ะ หากรีบออกเลยโดยไม่สตาร์สรถทิ้งไว้ก่อน จะทำให้ระบบเครื่องยนต์เสียง่ายค่ะ เราอาจต้องเสียตังค์ซ่อมรถแพงๆอีก

เหวย! อย่างนี้อันตรายสุดๆค่ะ ผิดกฏหมายด้วย คนขับคงรีบน่าดู

เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ ตอนที่เรากวาดหิมะออกจากรถ จะต้องกวาดออกให้หมดทั้งคันด้วยนะคะ ไม่เพียงเฉพาะตรงกระจก แค่ตรงที่เรามองเห็นอย่างเดียว นี้ถือเป็นกฏหมายเลยล่ะค่ะ ที่เป็นเช่นนี้เพราะหิมะที่ส่วนอื่นๆที่เราไม่เอาออก เช่น บนหลังคารถ อาจเหาะเหินไปตกแหมะที่กระจกรถคนข้างหลังได้น่ะสิคะ โดยเฉพาะเวลาที่เราเร่งความเร็ว

ดังนั้น ในรถทุกคนควรมีอุปกรณ์ที่ติดไว้ตลอดเวลา นั่นคือ ที่กวาดหิมะ และที่แซะน้ำแข็งออกจากกระจกรถ ในบ้านก็ควรจะมีอีกชุดหนึ่งเช่นกันค่ะ เพราะถ้าเช้าๆ มีน้ำแข็งจับหนา เปิดประตูไม่ออกและเข้าไปเอาในรถไม่ได้ ก็จะได้หยิบจากในบ้านมาใช้ ส่วนที่เก็บไว้ในรถก็จะเอาไว้ใช้ตอนไปจอดรถข้างนอกค่ะ

ที่กวาดหิมะและที่แซะน้ำแข็ง โดยมากจะมาด้วยกันอยู่ในอันเดียว ลักษณะก็จะคล้ายไม้กวาดด้ามเล็กๆ ที่ปลายหนึ่งจะเป็นพลาสติกแข็งเป็นใบ ส่วนนี้เอาไว้แซะน้ำแข็งบนกระจกรถ อีกส่วนจะคล้ายแปรง เอาไว้กวาดหิมะ ระวังอย่าเผลอเอาส่วนที่เป็นพลาสติกแข็งไปกวาดถูกสีรถนะคะ รถจะเป็นรอยค่ะ

รู้อย่างเรื่องราวร้อนๆ หนาวๆ ในอเมริกาอย่างนี้แล้ว เราควรจะตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้า ให้รู้ว่า ในรอบหนึ่งปี สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อที่จะได้เตรียมเสื้อผ้า และที่สำคัญคือเตรียมร่างกาย ให้พร้อม วิธีที่ไม่ยาก คือ search ใน google ดูค่ะ ลองหาชื่อเมืองที่เราจะไปอยู่ หรือหาข้อมูลในหมวด travel โดยมากจะมีการแนะนำบอกไว้ว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ เราสามารถเข้าไปเช็คสภาพอากาศล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์  http://www.weather.com หรือ http://weather.yahoo.com เพียงแค่เรากรอกรหัสไปรษณีย์ (zip code) ของเมืองที่เราอยู่เราลงไปในช่อง Enter city or zip code จากนั้น ผลลัพธ์ ก็จะบอกมาโดยละเอียด ตั้งแต่รายชั่วโมงจนถึงรายเดือนเลยทีเดียว (แต่รายงานสภาพอากาศที่แม่นยำจะมีถึงแค่ 10 วันค่ะ) เราจะได้ทราบสภาพดิน ฟ้า อากาศ ล่วงหน้าได้อย่าง ฉับไวและเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสม และเตรียมใจกับสภาพอากาศสุดโต่งในอเมริกา


 

One comment

  1. a says:

    ขอบคุณครับ เตรียมจะไป Work and Travel อยู่เลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *