จาก CNA สู่ Trainer เส้นทางกะเหรี่ยงไทยในอเมริกาไม่ง่ายเลย

สวัสดีค่ะ GoGoAmerica ได้เห็นเรื่องราวการทำงาน ของคุณ ปุ๊ก ผ่านทางกลุ่มเฟส Study, Work, and Family Support for Thais in America แล้วรู้สึกมีประโยชน์มากๆค่ะ ทั้งอ่านสนุก และยังเป็นกำลังใจอย่างดีสำหรับคนที่อยาก หางานในอเมริกา หรืออยากเปลี่ยนงานที่ดีขึ้น ซึ่งงานในตำแหน่งต่างๆอเมริกา กว่าจะได้มาอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หลักๆเลยคือเรื่องภาษาที่เราอาจจะไม่ได้ดีเทียบเท่ากับคนที่เกิดและเติบโตที่นี่ แต่คุณปุ๊กใด้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าเรามีความพยายาม มีความกล้าหาญที่จะออกจาก Comfort Zone เพื่อไขว่คว้าโอกาสที่เข้ามา แม้จะผิดหวังแต่ก็ไม่ยอมแพ้….

เมื่อถึงวันหนึ่ง ความสำเร็จก็จะตามมาให้เราได้ชื่นใจในที่สุดค่ะ

ปุ๊กเริ่มต้นชีวิตการทำงานแบบเป็นจริงเป็นจังในอเมริกาด้วยการเรียน CNA และได้ทำงานใน Rehab ก่อนจะขยับขยายได้งานในโรงพยาบาล Surgical Floor

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะคิดว่าเท่านี้ก็เอาแล้ว อยู่ตัว สบายดี ทำงาน 4 วัน หยุด 3 วัน

แต่อนาคตมันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกำหนดได้ ยิ่งเห็นคนไข้เจ็บป่วย สังขารตัวเองก็เริ่มจะไม่ไหวในการยกคนไข้ขึ้นเตียง ลงเตียง คาดว่าหลังจะเดี้ยงก่อนจะแก่ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการมองหางานถัดไป

ด้วยว่าประสบการณ์ในโรงพยาบาลมี ภาษาก็ไม่ได้อ่อนแอมากนัก ถึงจะไม่เก่งเท่าเจ้าของภาษาแต่ว่าสั่งอาหารกินได้ก็แล้วกัน ก็เลยเริ่มร่อนใบสมัครงานอีกรอบ ใช้วุฒิการโรงแรมที่จบมาแต่คราวนี้เอาประสบการณ์ทำงานในอเมริกาพ่วงไปด้วย

ทิ้งใบสมัครไว้ทั่วไปหมด ทั้ง Monster , Indeed , Glassdoor สมัครจนพรุนว่างั้นเหอะ จนวันนึงโชคเข้าข้าง ได้รับสายโทรศัพท์จากบริษัท CareCentrix มาเรียกขอสัมภาษณ์ ตอนสมัครงานจำไม่ได้ว่าร่อนไปสมัครที่นี่ไว้ แต่เค้าบอกว่าเค้าเจอประวัติเราจากในเวบสมัครงานเลยสนใจ

โดนเรียกสัมภาษณ์ในตำแหน่ง Call Center Rep ซึ่งตอนนั้นขอแค่งานอะไรก็ได้ที่ไม่แบกหาม ขอให้ได้ก่อน จะได้เอาไว้แต่ง Resume สวยๆเพื่อขยับขยายในอนาคต ก็เลยตกลงรับและเริ่มทำงานตั้งแต่ September, 2016

ทำงาน 90 วันแรกฝ่าดงเสียงด่า คราบน้ำตาคนไข้และCase Manager ขี้โมโหมาได้อย่างสะบักสะบอม ผ่านโปรปุ๊บหัวหน้าส่งไปเรียน Sleep Study เพื่อรับสายคนไข้ที่ต้องการ Authorization สำหรับ Sleep Study เงินก็ไม่ได้เพิ่ม แต่เค้าส่งไปเรียนไม่เคยปฏิเสธค่ะ เพราะถือคติว่ารู้มากได้เปรียบ

จบจากคลาส Sleep Study รับสายได้แค่ไม่ถึงเดือนโดนไปอีกคลาส Home Infusion สำหรับคนไข้ที่ต้องการรับยาที่บ้าน เรียนอีกหัวแบะแต่ก็อดทนไม่ปริปากบ่นสักแอะ

หลังจากนั้นสถาปนาตนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ไม่ถึงเดือนโดนอีกคลาส Custom สำหรับคนไข้ที่ต้องการอุปกรณ์การแพทย์สั่งทำพิเศษเช่น Custom Wheelchairเรียนจนพรุน จนคิดว่าคงไม่มีอะไรให้เรียนแล้ว รู้มันหมดทุกส่วนของ Product ที่มีในบริษัท

ยัง….ยังไม่จบ เรียนทั้งหมดในเวลารวมไม่ถึงปี ทำงานครบปีได้รับการสถาปนาเป็น SME แผนก Phone Intake ว่าง่ายๆคืออับดุลเอ๊ย….ถามอะไรตอบได้ หญิงรู้จัก…ชายรู้จัก ว่างั้น!!!! ด้วยความที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของตัวเอง เวลาสื่อสารมันก็จะมึนๆ อึนๆ ออกเสียงโก๊ะๆเปิ่นๆเป็นประจำ และคำถามที่โดนบ่อยมากคือ What? ทำให้เกิด Skills ใหม่ในการทำงานคือการชักแม่น้ำทั้ง 5 เอามาหมดปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา หามาได้ทั้งหมดมาอธิบาย แทนที่จะโดนบ่นกลับกลายเป็นเราอธิบายได้ละเอียดสุด ครอบคลุมสุด และทุกคนอยากถามจากเราเพราะเข้าใจทะลุปรุโปร่งดี (ไม่โปร่งได้ไง ลากมันมาอธิบายหมดแถมยกตัวอย่างให้ฟังอีกต่างหาก)

หลังจากนั้นที่แผนกเปิดส่วนใหม่ Click to Chat สำหรับเม้าท์มอยกับ DME Provider ถามว่ารอดไหม๊?…ไม่รอด โดนอีก เทรนอีก จบมาอีกแล้วก็มึนๆอึนๆอีก เมื่อก่อนแค่พูดอธิบาย ตอนนี้ Skills พัฒนาเป็นพิมพ์ตอบด้วย สะกดผิดก็กูเกิลสิคะ จะรออะไร คำไหนไม่รู้ก็ Dictionary ไทยเป็นอังกฤษซะงั้น

ทำงานเพลินเข้ามาปีครึ่ง บริษัทได้ฐานลูกค้าใหม่ Post Acute Care ซึ่งเราทำหน้าที่ออกใบอนุมัติให้คนไข้ Admitted to Rehab ก็ลองสมัครดู ตำแหน่งลดจาก CSC level II กลับไปเป็น Care Coordinator level I แต่หาได้แคร์ไม่ หากเราติดสบายจากงานที่ทำและไม่กล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

หลังจากเริ่มงานในตำแหน่ง Care Coordinator ได้ประมาณ 7 เดือน ด้วยความที่งานหลักเหมือนกัน ใช้โปรแกรมเดียวกัน แผนกเราเริ่มขยายฐานลูกค้าใหม่ทำให้มีพนักงานเพิ่มมากขึ้น ก็เลยได้รับการสถาปนาเป็น SME (Subject Matter Expert) อีกครั้ง

คราวนี้มาพร้อมกับความหวัง ด้วยความที่ทำงานมาปีกว่าเกือบสองปีแล้ว ถือว่าชั่วโมงบินพอมี แผนกเปิดตำแหน่ง Lead ก็ลองสมัครกับเค้าดู ได้เข้ารอบสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายเค้าก็ไม่เลือกเรา ด้วยเหตุผลว่าเราไม่เก่งในการเสนอความช่วยเหลือ (คือถ้าไม่ถามไม่เสนอหน้าไปตอบให้เค้าว่างั้น) รู้สึกแย่ไปพักนึง เพราะตั้งความหวังไว้มาก เพราะแผนกนี้เปิดใหม่แล้วเราชั่วโมงบินสูงกว่าทุกคน เลยคิดว่าน่าจะได้แน่ๆแต่ดันชวด เลยกลับมามองตัวเองว่าเราเป็นแบบนั้นจริงรึเปล่า?

หลังจากได้ฟีดแบ๊คจากผู้จัดการว่าเราอ่อนเรื่องอะไรเราก็กลับมาปรับปรุงตัวเอง จากที่ต้องรอให้คนมาถาม เราก็เดินเสนอหน้าเช็คเองเลยว่าทุกคนโอเคไหม๊? มีเคสไหนให้ช่วยรึเปล่า?

เราก็ยังคงทำหน้าที่ SME ควบไปกับงานปกติที่ต้องปิดเคสทุกวัน แต่เพิ่มเติมคือเราดูแลคลาสที่เพิ่งออกมาจาก Nesting ด้วย

(Nesting คือระบบการเทรนงานที่ใช้พี่เลี้ยงในการดูแลพนักงานใหม่แบบใกล้ชิด สอนงานจนเป็นเหมือนแม่นกที่ดูแลลูกนกจนบินได้นั่นแหล่ะ)

ทีนี้พอแผนกขยายเฟสถัดมาก็มีตำแหน่ง Lead เปิดเพิ่มอีก ก็ยังไม่เข็ด สมัครอีก ดูสิว่ารอบสองมันจะไม่ได้ให้มันรู้ไป!!!!

สรุปจบสัมภาษณ์อีกรอบนี้ กะว่าได้แน่ ชัวร์ๆ หมูๆ ปรับมาหมดทุกอย่างแล้ว จะเหลือข้อเสียอะไรอีก ผลปรากฎว่า

ชวดอีกแล้วครับท่านผู้ชม!!!!

เหตุผลคือ เราไม่เก่ง Coaching คือสอนงานได้แต่เวลาให้แก้งานไม่กล้าบอกเค้า กลัวโดนเค้าโกรธเอา (เออ…มันก็จริง)ตำแหน่งนี้ก็เลยโดนคนอื่นคาบไปรับประทานอีกตามเคย

หลังจากผิดหวังรอบที่สองแล้วถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงถอดใจ ยกธงขาวยอมแพ้ไปแล้วเนี่ย มันท้อแท้ มันหดหู่ พยายามกี่รอบๆก็ชวดทุกรอบ แต่เราตอนนี้เป็นเวอร์ชั่นพัฒนาแล้ว 5G 4.0 กันไป เอาวะ….ใครมันจะดวงซวยโดนปฏิเสธไปได้ตลอดชีวิต

กลับมาคิดใหม่ ทำใหม่ ปรับทัศนคติตัวเองใหม่ คนเรามันจะมีข้อเสียเกิน 100 ข้อเชียวเหรอ โดนไปแค่ 2 จิ๊บๆ บางทีอาจจะได้รอบที่ 3 ก็เป็นได้
ระหว่างนี้พนักงานใหม่ก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ จบรุ่นหนึ่งต่อรุ่นสอง คราวนี้เราได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ SME ถึงในห้อง Trainning เลย ได้ทำงานใกล้ชิดเลยได้แอบซอกแซกถามคนที่เค้าเป็นเทรนเนอร์ว่าเค้าจบอะไรกันมา

ที่สุดของความทึ่ง!!!บางคนไม่ได้จบด้านการเรียนการสอนมาเลยด้วยซ้ำ อาศัยที่ใจรักและมีประสบการณ์ในงานที่ทำพอสมควรก็สมัครเข้าไปเป็นเทรนเนอร์ได้เลย แถมเงินดี เที่ยวฟรี(บริษัทมีสาขาอยู่ 4 รัฐ) ไปเทรนแล้วก็ได้เที่ยวด้วย มีโบนัสปลายปีอีกต่างหาก

แต่อย่างว่า ตำแหน่งดี เงินดี คู่แข่งก็เยอะ แถมแต่ละคนผ่านตำแหน่ง Lead มาจากแผนกอื่นๆแล้วทั้งนั้น เรามันแค่ SME ต๊อกต๋อย ไหนเลยจะไปมีคุณสมบัติพอจะแข่งกับคนอื่นเค้าได้

และเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง พอสนใจปุ๊บตำแหน่ง Trainner ก็เปิดปั๊บเหมือนนัดกันไว้ยังไงอย่างงั้น ไอ้ทางเราก็จดๆจ้องๆ ใบสมัครพร้อมประวัติมีครบ ขาดอย่างเดียวคือความกล้า ว่ากันง่ายๆก็ป๊อดนั่นแหล่ะ

รีรอจนผ่านไปสองอาทิตย์ เค้าสมัครเค้าสัมภาษณ์กันไปโครมๆ เราก็ยังเดินลอยชายเป็น SME ไปวันๆ ทำหน้าที่ของตัวเองงกๆ จนวันนึง Director กลับมาจากไปดูงานที่รัฐอื่น นางเดินผ่านมามองหน้าแล้วถามว่า “มีเวลาว่างสัก 2-3 นาทีไหม๊? ขอคุยด้วยหน่อย” ในใจคิด “ซวยแล้วกู!!!” แต่ก็เดินตามเข้าห้องเย็นไปแบบหงอยๆเหมือนหมาป่วย

ปิดประตูปุ๊บโดนยิงคำถามแรกแทบตกเก้าอี้ตาย “รออะไรอยู่? ทำไมไม่สมัครตำแหน่ง Trainner?”

คุณพระ!!!Director ฉันเป็นเจน ญานทิพย์ นางมีจิตสัมผัสได้ว่าอีนี่อยากสมัครแต่ขี้ขลาด นางก็เริ่มสวดภาณยักษ์ทันที (เจ้านายที่นี่สนิทกับเราปานแม่กับลูก นางเลยสวดยับไม่มีเลี้ยง)

“เธอควรจะรู้ว่าทำไมฉันถึงให้เธอมายืนจุดนี้ (นางหมายถึงเป็น SME) ถ้าฉันไม่มองเห็นอะไรในตัวเธอฉันจะมอบหน้าที่นี้ให้เธอทำไม?”

อีนี่หน้าหดเหลือสองนิ้วเลย!!! ยับครับงานนี้

“คนเราไม่สามารถทำแต่งานที่เราอยู่ในจุดที่สบายได้เสมอไปหรอกนะ บางครั้งเพื่อความก้าวหน้าเธอก็ควรจะคิดนอกกรอบบ้าง เอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงบ้าง ถ้าคิดว่าการเสี่ยงมันคุ้มค่า ที่พูดนี่เข้าใจใช่ไหม๊?”

ทางนี้นอกจากหน้าหดเหลือสองนิ้ว ตัวหดลงไปอีกแทบจะติดดินแล้ว แทงใจดำจึ๊กๆทุกประโยค นี่นางเป็นเจน ญาณทิพย์แน่ๆ สาบานเลย

นางทราบดีว่าเราชอบสอนงานคนอื่น ถึงจะพูดผิดๆถูกๆ มึนๆอึนๆแต่เวลาเราได้อธิบายแล้วกระจ่างทุกคน เราเลยรู้เลยว่านางหมายถึงตำแหน่ง Trainner ที่เปิดอยู่ตอนนี้

ก็จำใจต้องตอบด้วยเหตุผลในใจว่าทำไมถึงยังนิ่งอยู่

“ปกติคุยกับคนอื่นในแผนกก็เมื่อยมือมากพออยู่แล้ว ถ้าให้คุยกับพนักงานใหม่ทั้งบริษัท คาดว่าจะต้องใส่เฝือกมาทำงานทั้งแขนทั้งขาค่ะ”

นางฮาไปอีก ขำใส่จนอีนี่คิด กูตอบอะไรผิดไปวะเนี่ย?

หลังจาก Director นั่งขำจนแทบตกเก้าอี้ได้พักใหญ่นางก็สงบสติอารมณ์ได้ แล้วนางก็เอ่ยประโยคที่ทำให้ปุ๊กตัดสินใจยื่นใบสมัครในที่สุด นางว่า

“ฉันไม่สนใจว่าคนอื่นฟังเธอรู้เรื่องรึเปล่า ฉันสนใจที่ว่าคลาสนี้(หมายถึง 12 ชีวิตที่อยู่ในระหว่าง Nesting ข้างนอกห้องตอนนี้) ฟังเธอรู้เรื่องเป็นอย่างดี และทำผลงานปิดเคสในสัปดาห์แรกได้แบบมหัศจรรย์มาก”

“เธอคุยกับพวกเค้าแบบไหนไม่รู้ แต่ที่รู้คือถ้าเธอคุยแบบนั้นแล้วได้ผลงานแบบนี้ ฉันว่าเธอควรไปคุยกับพนักงานใหม่ทุกคน” แล้วนางก็ยิ้มแล้วก็เข้ามากอดอย่างแน่น

กำลังใจมาโขเลย เอาวะ!!!…กะเหรี่ยงพูดอังกฤษสำเนียงแปร่งแบบฉันนี่แหล่ะที่จะขอลงไปดวลอีกรอบกับการสัมภาษณ์

ออกมาจากห้องกดเข้า Internal Career กดสมัครทันที สมัครเสร็จกดออกอย่างไว กลัวเปลี่ยนใจกดยกเลิกเองอีกต่างหาก

หลังจากส่งใบสมัครได้ 3 วัน ฝ่ายบุคคลที่ทำหน้าที่นัดสัมภาษณ์ส่งอีเมล์มานัด รอบแรกสัมภาษณ์กับ Learning & Development (L&D) Manager นางเคยเทรน Sleep Study ให้เราเมื่อปีก่อนนู้นตอนที่นางยังเป็นเทรนเนอร์ นางคงจำเราไม่ได้ แต่เราจำนางได้แม่นเพราะนางสายฮา สอนสนุก ไม่เครียด

นางถามเราคร่าวๆว่าเรามีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับเทรนนิ่งยังไงมั่ง เราก็ได้เวลาขายของทันที

“ฉันมีช่องยูทูปสอนคนถักนิตติ้ง แต่เป็นภาษาไทยเพราะว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาหลักของฉัน แล้วฉันก็มีเพจเขียนเล่าประสบการณ์และการท่องเที่ยวด้วย
ฉันเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ชอบอธิบายแล้วก็ดีใจเวลาคนอื่นเอาสิ่งที่ฉันสอนไปทำตามแล้วทำได้เหมือนๆกับฉัน”

นางร้องว้าว…แล้วนางก็ถามเจาะว่ายูทูปชื่อช่องอะไร? เพจชื่อเพจอะไร? (ทำอย่างกับว่าตามไปอ่านจะรู้เรื่องงั้นแหล่ะ)

หลังจากนั้นก็สัมภาษณ์ทั่วไป ให้เหตุการณ์สมมุติมาแล้วถามว่าจะรับมือแบบไหน จบการสัมภาษณ์วันนั้นด้วยประโยคที่ว่า

“ฉันจะส่งเธอไปสัมภาษณ์ต่อกับ L&D Director”

ออกจากห้องมาน้ำตาแทบเล็ด มันเหมือนปลดล็อกตัวเองได้ สิ่งที่กลัวมันคือตัวของเราเองล้วนๆ ถ้าเราเลือกที่จะไม่ลงมือทำ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน

รอบถัดมาสัมภาษณ์กับ Director นางน่ารักและเป็นกันเองมาก นางแค่ถามนิดๆหน่อยแล้วก็บอกว่า “ฉันอยากดูเธอทำ Presntation แล้ว” อีนี่ถึงกับอึ้ง!!!มันมีด้วยเหรอ สัมภาษณ์แบบทำ Presentation

นี่ฉันเอาตัวเองเข้าไปตกหลุมอะไร ทำไมไม่คิดก่อนทำ สติหลุดเลยครับ หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ชม. ฝ่ายบุคคลส่งอีเมล์นัดมาโชว์ Presentation เราสัมภาษณ์กับ Director วันพฤหัส นัด Presentation มีให้เลือกวันจันทร์กับวันพุธ

ด้วยความที่ตัดสินในแน่วแน่แล้ว ถ้าจะทำต้องลงมือทำให้ถึงที่สุด อย่าช้า อย่ารอ ถ้ารอจะไม่ได้ทำ เลยจัดการเลือกเลย ขอนัดวันจันทร์ ซึ่งเวลาเตรียมตัวมีแค่เสาร์-อาทิตย์ ทางนี้ก็เปรี้ยวบอกขอแค่วันเดียว ขอจัด PowerPoint แล้วจะส่งไฟล์ให้พรุ่งนี้

กลับบ้านมาปั่นเลยค่า….ทักษะทั้งหมดที่เรียนมา เอฟเฟค ภาพประกอบ ซาวด์แทรค จัดมาครบ ฟิ๊วฟ๊าวสมจริงมาก

วันตัดสินชะตามาถึง เปิดเข้าห้องไปมีผู้จัดการเรา(คนที่บอกเราไม่เก่ง Coaching นั่นแหล่ะค่ะ) กับผู้จัดการแผนก Phone Intake นั่งรออยู่

เราต้องประชุมทางไกลผ่านโทรศัพท์โชว์ทั้งคนในห้องและเทรนเนอร์ต่างรัฐรวมถึง Director ทั้งหมดที่เรา Present ให้ดูรวมๆ 15 คนและต้องแชร์หน้าจอผ่านเวบ ทุกอย่างผ่านไปเหมือนความฝัน จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไปบ้าง จำได้แค่ตอนท้ายตอบคำถาม ก่อนตอบทุกครั้งเรา Acknowledge คำถามก่อนทุกครั้งและขอบคุณคนที่ถามเราด้วย เพราะในความรู้สึกเรา เค้ากำลังช่วยให้เราได้อธิบายในสิ่งที่เราอาจจะตกหล่นไปตอน Presentation

หลังจากนั้นเราก็กลับมาที่ฟลอร์ ไม่มีใครรู้ว่าเราไปทำอะไร ทุกคนเข้าใจว่าไปประชุมกับผู้จัดการแผนกเหมือนปกติ เราไม่คาดหวังกับสิ่งที่ทำเหมือนรอบก่อนๆที่สมัครตำแหน่ง Lead เพราะเรารู้ว่าคู่แข่งเยอะมาก เราแค่ทำให้มันดีที่สุดเท่านั้นพอ

ผ่านไปสองอาทิตย์ เราลืมไปแล้วว่าเรารอผลสัมภาษณ์ กำลังเพลินๆเดินตอบคำถามตามปกติ เพราะว่าทุกคนใน Nesting ยังอยู่กับเราอีกอาทิตย์นึง เราได้รับข้อความจาก HR คนดีคนเดิม

“เรายินดีจะเสนอตำแหน่ง Trainner ให้คุณ ขออนุญาตินัดตกลงรายละเอียด”


New Members Save 15% When You Use Code ‘HEART15’

มันเป็นข่าวดีที่สั้น ง่ายและได้ใจความที่สุด ความกลัว ความไม่แน่ใจ และความขี้ขลาดของเราหายไปหมดเลย เราก้าวออกมาจากกล่องสี่เหลี่ยมที่เราอยู่แบบสบายๆมาอยู่ในที่ๆเราเคยฝันว่าจะได้ไป ได้ทำ

วันนี้ฝันของเราเป็นจริงแล้ว เราเคยท้อ เคยเสียใจ เคยร้องไห้เหมือนคนผิดหวังคนอื่นๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนเราคือเราเลือกที่จะไม่จมอยู่กับมันแล้วก้าวออกไป เอาตัวเองออกไปโชว์ให้เค้าเห็นว่าเรามายืนตรงนี้ได้เพราะอะไร

วันนี้ความพยายามของเราประสบความสำเร็จแล้ว เราขอบคุณหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน พนักงานใหม่และคู่แข่งทุกคนที่ทำให้เราเข้มแข็ง เราเปลี่ยนเพื่อให้เราได้รับในสิ่งที่แตกต่าง แล้วเราก็ได้ชื่นชมกับความสำเร็จนี้อย่างภาคภูมิใจเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นจากความพยายามและไม่ยอมแพ้ของเราเองจริงๆ

สุดท้าย….ขอบคุณทุกๆคนที่มาอ่าน มานั่งดูและอยู่เป็นเพื่อนกัน หวังว่าเรื่องที่เราเอามาเล่าจะช่วยให้มุมมองของคนอื่นเปลี่ยนไปได้บ้าง

เราไม่รู้ว่าเราทำได้หรือไม่ จนกว่าเราจะได้ลงมือทำจริงๆค่ะ



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *