ประสบการณ์สุดมันส์ในอเมริกา

เมื่อฉันมาเป็น ออแพร์ ในอเมริกา

สวัสดีค่ะทุกท่าน อันดับแรกขอแนะนำตัวเองก่อนเลยว่าเราชื่อน้ำตาล เคยเป็น ออแพร์ ให้กับครอบครัวชาวเกาหลีในอเมริกาซึ่งมีลูก 3 คน ในเมือง Ashburn รัฐ Virginia ค่ะ

โดยคนโตเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 7 ขวบ คนกลางเป็นลูกชายอายุ 4 ขวบ และสาวน้อยเบบี๋ของเราเพิ่งอายุได้ 2 เดือนกว่าๆในวันที่เราเริ่มทำงานค่ะ

ในส่วนนี้ขอให้ความรู้นิดนึงนะคะว่าการรับจ้างเลี้ยงทารกที่อายุยังไม่ครบสามเดือนในอเมริกาเป็นสิ่งผิดกฎหมายดังนั้นตอนที่ไปขอวีซ่า J-1 เราจึงได้เตรียมคำตอบต่อท่านกงศุลในเรื่องนี้ไปด้วยค่ะซึ่งรอดตัวไปที่ท่านไม่ได้ถาม โดยกะว่าถ้าท่านเปิดประเด็นเราจะอธิบายว่างานของเราคือดูแลน้องคนโตกับคนกลางในขณะที่โฮสแม่ยังกลับไปทำงานไม่ได้เพราะต้องดูแลเจ้าตัวเล็ก แต่จริงๆแล้วพอไปถึงเราก็โดนเจ้าหนูทั้งสามจัดเต็มตั้งแต่วันแรกเลยค่ะ >.<

ในหนึ่งปีที่ผ่านของการเป็น ออแพร์ ถือว่าทำให้เราเองแกร่งขึ้นในหลายๆด้านเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตกับคนที่เราไม่รู้จักและสังคมที่เราไม่คุ้นเคย เรียนรู้ที่จะมีเพื่อนใหม่หลายชาติหลายภาษา รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อนคนไทยที่พบกับปัญหาในอเมริกาซึ่งทุกปัจจัยผลักดันให้น้ำตาลมีความรู้และประสบการณ์ต่างๆมากขึ้น

ที่สำคัญก็คือน้ำตาลได้เรียนรู้ที่จะปกป้องสิทธิ์ของตัวเองค่ะ เพราะที่อเมริกาสิทธิและเสรีภาพทางความคิดของผู้คนเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะยังมีคนบางกลุ่มที่คิดว่าเรามีความรู้ทางกฏหมายน้อยแล้วมาเอารัดเอาเปรียบจากเรา

ขอยกตัวอย่างใกล้ๆตัวเลยก็คือ นายจ้างหรือโฮสของเราเองนี่แหละค่ะ ซึ่งก่อนแมชไม่ได้ตกลงกันไว้ว่าน้ำตาลไม่ต้องขับรถให้น้องและตอนไปเรียนโฮสจะเป็นคนขับรถไปส่งทุกครั้ง เพราะที่ไทยน้ำตาลไม่ค่อยได้ขับค่ะเลยไม่อยากเสี่ยง

แต่พอทำงานถึงเดือนที่สองโฮสแม่ก็เริ่มมาบังคับให้เราไปทำใบขับขี่ของรัฐและชักจูงเราต่างๆนาๆว่าเราจะได้มี ID picture ติดตัวโดยไม่ต้องพกพาสปอร์ตไปไหนมาไหน เราก็เห็นดีเห็นงามด้วยนะคะเพราะมันเป็นประโยชน์จริงๆ เราเลยไปสอบข้อเขียนกับเพื่อนคนไทยอีกคนไว้ก่อนสอบขับจริง ปรากฏว่าเราผ่านข้อสอบชุดแรก แต่เราสอบตกข้อสอบชุดที่สอง

พอกลับถึงบ้านเล่าให้โฮสแม่ฟัง นายจ้างผู้หญิงของเราเลยหลุดปากออกมาว่าเขาอยากให้เราสอบผ่านเพราะเขาจะให้เราขับรถไปรับ-ส่งน้องคนกลางที่โรงเรียนทุกวัน รวมถึงต้องรับส่งน้องคนอื่นไปทำกิจกรรมอื่นๆด้วย ซึ่งในความคิดเรา ณ ตอนนั้นคือ “ฉันทำไม่ได้!!”

เพราะน้องเบบี๋อายุ 4 เดือนไปกับฉันในทุกที่ ลองนึกภาพตามดูนะคะ ในขณะที่เราต้องหิ้วตะกร้าหรือเข็นรถน้องตัวเล็กที่ยังเดินไม่ได้ไปกับเด็กชายอายุ 4 ขวบที่ชอบวิ่งซุกซนและไม่ค่อยฟังคำสั่งและอีกคนคือสาวน้อย 7 ขวบที่ทำอะไรเองยังไม่ได้ แม้แต่แบกกระเป๋าเป้ไปโรงเรียนเอง เธอก็ไม่เคยค่ะเพราะคุณแม่เธอไม่เคยให้ต้องทำ น้ำตาลจึงต้องเป็นคนถือให้มาโดยตลอด

และสถานที่ที่ต้องพาเด็กๆไปซึ่งทำให้เราต้องปวดหัวแน่ๆก็อย่างเช่น สระว่ายน้ำค่ะ เราจะแยกร่างเพื่อเฝ้าเบบี๋บนบกและเฝ้าเจ้าแสบอีกสองคนในน้ำได้อย่างไร? โดยเฉพาะเมื่อพี่สาวคนโตเธอไปเจอเพื่อนๆของเธอ แม่นางน้อยนั้นจะลืมทันทีว่าฉันมีน้องชายยู่ด้วย L

และแล้วน้ำตาลก็พบทางออกของเรื่องนี้ค่ะ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าถ้าน้ำตาลอยากมี ID picture เพื่อใช้ทำธุรกรรมต่างๆ น้ำตาลไม่จำเป็นต้องทำใบขับขี่ก็ได้ แต่สามารถจ่ายแค่ประมาณ $10 เพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประชาชนของรัฐเวอร์จิเนียจ้า

โดยการไปทำบัตรดังกล่าวนี้ก็ไปทำที่เดียวกับที่ต้องไปทำใบขับขี่ หรือที่ DMV นั่นแหละค่ะ แต่พอเราได้บัตรดังกล่าวนี้มาเท่านั้นแหละโฮสแม่หน้าเปลี่ยนสีเลยทีเดียว นั่นเป็นเพราะเธอรู้ว่าเราจงใจจะไม่ขับรถให้ลูกๆของเธอตามรับสั่งนั่นเอง แต่เธอก็ว่าอะไรเราไม่ได้เพราะก่อนแมชเธอพูดเองแต่แรกว่าเราไม่ต้องขับรถ

อีกอย่างคือเธอใช้เล่ห์กลให้เราทำงานเกิน 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มาโดยตลอด ซึ่งเธอก็รู้ว่าเธอทำผิดเพราะตามกฏหมายเราทำไม่ได้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเสมือนมีรอยร้าวน้อยๆระหว่างเรากับโฮสแม่เรื่อยมาค่ะ แต่เพราะเราเป็นคนรับผิดชอบต่องาน ไม่เคยตื่นสายและไม่เคยต่อล้อต่อเถียง เลยไม่เคยมีปัญหาใหญ่โตต่อกัน จากเรื่องข้างต้นนี้แค่อยากให้เพื่อนๆได้เห็นว่า ถ้าเรารับผิดชอบต่องานและรู้ในสิทธิ์ที่เราพึงจะมีถึงเขาจะหาเหตุอะไรมาทำร้ายเราเขาก็ทำอะไรเราไม่ได้จ้า

ส่วนประโยชน์ที่ได้รับมากๆเลยก็คือเรื่องภาษาค่ะ ยอมรับเลยว่าสำหรับวิชาภาษาอังกฤษที่น้ำตาลเคยเรียนตอนอยู่ประเทศไทย อย่างหรูที่สุดน้ำตาลก็ทำได้แค่เกรด C ถ้าไม่เชื่อขอดูใบ Transcript หลังไมค์ได้นะคะ Tensesทั้งสิบสองน้ำตาลยังท่องไม่ได้เลยจ้า นึกแล้วน้ำตาจะไหล T..T  แต่โชคดีที่บ้านเราที่ไทยทำร้านอาหารเลยมีลูกค้าต่างชาติมาอุดหนุนเรื่อยๆ ตอนอยู่ช่วยงานที่ร้านเลยถูกพ่อดันหลังให้ไปรับออเดอร์ลูกค้าอยู่เสมอ ทันทีที่เหยียบแผ่นดิน USA เท่านั้นแหละ

 “เขาพูดอะไรกันหว่า??” ฟังไม่รู้เรื่องเลยค่ะ พอถึงเวลาที่จะต้องคุยกับเพื่อนต่างชาติเลยมีเทคนิคคือ ถามคำถามไปเยอะๆให้เพื่อนตอบ เป็นคำถามง่ายๆ เช่น How are you? Where are you from? What is your nationality? ฯลฯ  เขาตอบอะไรมาก็ Really? Yes อืมๆ เออๆ ออๆ ไปกับเขาแล้วตอนเราหมดมุขโดนเขาถามกลับก็พูดไปเลยว่า May I go to the restroom please!! -..-

นอกจากเพื่อนๆชาวต่างชาติแล้ว นายจ้างและน้องๆที่เราดูแลเป็นคุณครูคนสำคัญเชียวค่ะ  โชคดีที่ทั้งโฮสพ่อและโฮสแม่พูดภาษาอังกฤษชัดและชอบที่จะสอนเวลาเราไม่เข้าใจหรืออยากถามอะไรเขาทั้งคู่ก็ยินดีอธิบายค่ะ อีกทั้งน้องๆทั้งสองคน 7 ขวบกับ 4 ขวบได้ช่วยให้ภาษาของเรา improve มากๆ ตั้งแต่เดือนแรกที่ไปถึง

เพราะแม่สาวน้อยกลอยใจลูกสาวคนโตของเราเธอกำลังเศร้าและอิจฉาเจ้าเบบี๋ตัวน้อยที่มีแต่คนให้ความสำคัญ พี่เลี้ยงคนใหม่อย่างเราจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือและตั้งให้เธอเป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษประจำตัวเราเองซะเลย คราวนี้แม่สาวน้อยก็Happyนิดๆ กุลีกุจอหาตำหรับตำรามาเตรียมสอนเราทุกวี่ทุกวัน แต่มีวันหนึ่งที่เราพลาดค่ะ ไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร แม่สาวน้อยที่อารมณ์เสียอยู่แล้วจึงปรี๊ดแตก จากนั้นจึงเกิดบทสนทนานี้ขึ้น

ตัวโต : “ Because you’re Thai!! That why you don’t understand!!”

พี่เลี้ยง : “ ซารางแฮโย คัมซาฮานีดา คัมพารากองกึงซกโฮ บลา บลา บลา…” อะไรที่เคยได้ยินจากซีรี่เกาหลีตอนนี้ได้ใช้ทั้งหมดจ้า มั่วบ้างถูกบ้างแต่มั่นใจว่าน้องฟังไม่รู้เรื่องแน่ นั่นก็เพราะโฮสไม่เคยสอนลูกพูดเกาหลีค่ะ

ตัวโต : “What’re you talking?”

พี่เลี้ยง : “Are you Korean, aren’t you? Why you don’t understand me?”

ตัวโต : “I’m American!!”

คราวนี้ถึงทีเราอึ้งบ้าง หมดคำพูดเลยค่ะ ในสมองตอนนั้นอยากพูดอะไรก็ได้ที่จะสอนน้องให้ไม่ดูถูกคนและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นแต่ด้วยภาษาอันอ่อนหัดของเราทำให้ประสมคำไม่ออกบอกไม่ได้ เลยได้แค่เจ็บใจตัวเองมากขึ้นและอยากเก่งภาษาเร็วๆ

นอกจากนี้ ณ ช่วงนั้นน้ำตาลยังมีปัญหากับเจ้าหนู 4 ขวบอีกด้วย สาเหตุก็มาจากเจ้าหนูของเราฟันหลอพูดไม่ชัด ส่วนพี่เลี้ยงก็ทักษะย่ำแย่ เวลาเราหยิบของให้ผิดทีไรก็วิ่งโร่ไปฟ้องพ่อแม่ทุกที ไม่นานนักหลังจากนั้นพี่เลี้ยงมือใหม่เลยได้ไปลงเรียนภาษาสมใจค่ะ

  เรื่องอื่นๆเช่นงานบ้านงานเรือนหรือการทำอาหารน้ำตาลก็คิดว่าตัวเองเก่งขึ้นนะคะ จากเมื่อก่อนนั่งเฝ้าร้านอาหารให้ที่บ้านอยากกินอะไรก็สั่งในครัวทำให้ทาน พอไปถึงโน่นก็ถูกโฮสคาดหวังว่าเราต้องทำได้ค่ะ พอจบโครงการเลยจับมีดได้อย่างชำนาญ โดยเฉพาะอาหารเกาหลี จากที่ทำเป็นแค่หมักเนื้อแล้วเอาไปย่างไฟ และบอกใครๆว่าฉันทำเนื้อย่างเกาหลีเป็นนะจ๊ะ คราวนี้โดนจัดเต็มค่ะ เพราะโฮสสอนทำทั้ง กิมจิ คิมบับ บิบิมบับ ชับเฉะ จาจังเมี่ยน รวมถึงซุปกระดูกแบบเกาหลีด้วยค่ะ มาถึงตอนนี้เพื่อนๆคงน้ำลายไหลกันเป็นทางแล้วล่ะสิ?  ^__^


ภาพประกอบจาก:www.jozicares.co.za

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *