ประสบการณ์ Culture Shock ในอเมริกา

แต่ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาการ Culture Shock ในอเมริกา นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะอันตรายมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการปรับตัว การเข้าใจ และการใช้สติของตัวเราเองนะคะ เพราะแม้ว่าจะเป็นสถานการณ์เดียวกันแต่ถ้าเกิดขึ้นกับคนที่รับสถานการณ์นั้นได้หรือรับสถานการณ์นั้นไม่ได้ ผลก็จะต่างกันออกไป

น้ำตาลจึงคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีคนหนึ่งที่ยังไม่เคยเจอกับวัฒนธรรมอะไรที่ทำให้เรายังรับกับมันไม่ได้ ที่ได้เจอก็แค่เรื่อง Shock เล็กๆเพราะถ้าเจอ Shock มากๆก็อาจจะไม่ไหวเหมือนกัน เอาล่ะค่ะคราวนี้เรามาดูกันว่าเรื่อง Culture Shock ในอเมริกา เล็กๆที่น้ำตาลได้พบเจอมานั้นมีอะไรบ้าง
ที่อเมริกาไม่มีสายฉีดน้ำล้างก้น
อันนี้ไม่ได้ตั้งใจพูดคำหยาบนะคะแต่ไม่รู้จะใช้คำไหนให้เพื่อนๆได้เข้าใจตรงกันจริงๆ สำหรับบางคนอาจจะไม่ Shock แต่ตัวน้ำตาลเอง Shock มากค่ะ เพราะทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำหรือเสร็จภาระกิจส่วนตัวแม้จะมีกระดาษชำระแต่ถ้าไม่มีน้ำล้างน้ำตาลก็จะรู้สึกไม่สบายใจ ครั้นเนื้อครั้นตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวว่าเราจะเช็ดไม่สะอาดหรืออาจจะมีกลิ่นเล็ดลอดออกมาก็เป็นได้

แต่ทางที่ดีที่สุดเลยซึ่งน้ำตาลขอแนะนำนั่นก็คือให้พกทิชชู่เปียกติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลาเลยค่ะ ซึ่งต้องเลือกยี่ห้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผิวหนังสัมผัสของเราเสียหน่อยนะคะ มิเช่นนั้นอาจจะเกิดอาการแพ้และอาการคันซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังของเราได้ ซึ่งข้อนี้น้ำตาลไม่อยากบอกเลยค่ะว่าเคยเกิดขึ้นกับตัวของน้ำตาลเองมาแล้ว >o<
การให้ Tip ที่ร้านทำผม
ครั้งหนึ่งน้ำตาลเคยไปดัดผมค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นน้ำตาลก็ไม่เคยเดินเข้าร้านทำผมที่ไหนในอเมริกามาก่อน เมื่อเลือกทรงผมได้แล้วเราก็สามารถต่อรองราคากับช่างทำผมที่จะทำผมให้เราได้ด้วยว่าเขาสามารถให้ส่วนลดเราได้เท่าไหร่ (ไม่แนะนำนะคะแต่น้ำตาลเองก็เลิกนิสัยต่อของไม่ได้สักที แหะ แหะ -..- )
หลังจากเจรจากันได้ทั้งสองฝ่ายทีนี้ก็ถึงเวลาขึ้นเขียงค่ะ ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่มามีปัญหาตอนจ่างสตางค์นี่ล่ะค่ะ คือน้ำตาลคิดไปเองว่าในอเมริกาสามารถรูดบัตรได้ทุกร้านเลยไม่ได้เตรียมเงินสดอะไรมา แต่ร้านนี้ไม่สามารถรูดได้ค่ะ ซึ่งก็น่าแปลกที่ภายในร้านกลับมีตู้ ATM ไว้ให้บริการ ขอย้ำว่าไอ้ตู้นี่ตั้งอยู่ภายในร้านเลยนะคะ

จนกระทั่งนั่งไปซักพักก็สังเกตเห็นว่าคนที่เขาทำผมกันเสร็จแล้ว เขาก็จะเอาเงินสดใส่มือช่างเพื่อเป็นค่าทิปด้วย คราวนี้เลยฉลาดขึ้นมานิดหน่อยรีบกุลีกุจอไปกดตู้ ATM อีกรอบแล้วม้วนๆเงินก้อนนั้นไปยัดใส่มือช่างเอาไว้พร้อมพูดขอบคุณเขาอย่างสุภาพอีกรอบที่ช่วยทำผมให้ แต่พอกลับมานั่งที่เดิมก็เห็นช่างคนนั้นคลี่เงินออกมาดูแล้วชักสีหน้าไม่พอใจนิดๆก่อนจะเดินหายไปทางหลังร้าน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ญาติของน้ำตาลขับรถมารับพอดี พอขึ้นรถได้น้ำตาลเลยถามญาติว่า
น้ำตาล : “15%ของ$120นี่มันเท่าไหร่อ่ะ?”
ญาติ : “$18ป่ะ?”
น้ำตาล : “ชั้นให้ทิปเค้าแค่ $8 อ่ะ” เวรกรรม!!
ญาติ : “จริงๆแล้วต้องให้เค้า 20%ขึ้นไปนะ”
น้ำตาล : เงียบและรู้สึกผิด T..T
คนอเมริกันไม่กลัวฝน
อันนี้เป็นความประหลาดใจจากการที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ซ้ำๆด้วยตาของตนเองค่ะ นั่นก็คือน้ำตาลมักจะเห็นคนในอเมริกาปล่อยให้ลูก “เดิน” ตากฝนบ่อยๆ ขอบอกว่าเขาเดินกันจริงๆนะคะ แม้ฝนจะตกหนักแค่ไหนเขาก็เดินกันชิลๆช้า ขึ้นรถกันไปอย่างตัวเปียกๆนั่นแหละค่ะ งงกันไม๊ล่ะค่ะ

อีกทั้งคนไทยหลายคนพอเกิดอาการไม่สบายขึ้นมาโดยไม่รู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรก็มักจะอ้างอยู่เสมอๆว่าสงสัยไปโดนฝน ผิดกับคนอเมริกันซึ่งเท่าที่น้ำตาลเคยสอบถามดูปรากฎว่าการเปียกฝนหรือโดนน้ำฝนก็เหมือนกับการโดนน้ำจากการอาบน้ำหรือว่ายน้ำเท่านั้นเอง เพียงแค่อย่าปล่อยให้ตัวเราเปียกน้ำนานจนเกินไปก็พอแล้ว
ซึ่งน้ำตาลก็เข้าใจคนไทยนะคะว่าอาจเป็นเพราะประเทศของเรามีมลภาวะทางอากาศที่สามารถหยดลงมาพร้อมกับสายฝนได้มากกว่าในประเทศของเขา ดังนั้นน้ำฝนในบ้านเราจึงมีมลพิษที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆได้มากกว่า อย่างไรก็ดีนี่ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องประหลาดที่สามารถ Shock ความรู้สึกของน้ำตาลได้เช่นกันและก็ทำให้น้ำตาลเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าทำไมเสื้อกันฝน รองเท้าบูท รวมถึงร่มลวดลายน่ารักหลากสีสันของเด็กๆและผู้ใหญ่ในอเมริกาถึงขายดีแบบเทน้ำเทท่ากันนัก
อาหารส่วนบุคคล
ในอเมริกาแม้จะเข้าร้านอาหารพร้อมกัน 5 คน พนักงานต้อนรับก็จะถามเรียงตัวเป็นรายบุคคลเลยว่าคนนี้จะรับประทานอะไรและคนโน้นจะรับประทานอะไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่หนึ่งเมนูก็จะทำออกมาเป็นจานใหญ่หนึ่งจานที่เราจำเป็นต้องรับประทานให้หมดเพราะเสียดายเงินที่จ่ายไปหรือถ้าอยากลองเมนูอื่นด้วยก็ต้องทำใจไว้เลยว่าอาจจะรับประทานได้ไม่หมดจาน ซึ่งถ้าเราจะเอาช้อนตักจานเพื่อนมากินบ้างมันก็จะดูเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพของที่นี่

แต่จุดสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าเรารับวัฒนธรรมแบบนี้ไม่ได้จริงๆ ก็น้ำตาลเป็นลูกสาวร้านอาหารนี่คะ จะทานอะไรหรือจะสั่งอะไรเราก็ไม่เคยต้องคิดมากขนาดนี้ แล้วด้วยนิสัยส่วนตัวที่เมื่อเข้าร้านอาหารทีไรก็จะสั่งของเต็มโต๊ะทุกทีมันทำให้เป็นนิสัยเสียที่แก้ยากมาก และเมื่อต้องมาใช้ชีวิตที่อเมริกาจริงๆ ไอ้ที่เราคิดว่าจะทำได้จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่ได้ ทำให้ทุกครั้งที่ต้องออกไปทานอาหารนอกบ้านน้ำตาลจึงแก้ไขด้วยการเข้าร้านอาหารบุฟเฟต์มาตลอด >.<

ท้ายสุดนี้ขอเป็นกำลังใจให้หลายๆคนที่กำลังท้อแท้กับการที่จะต้องปรับตนเองให้เข้ากับสังคมใหม่ที่ยังไม่เคยคุ้น และหรือเพื่อนๆที่กำลังเจอะเจอกับปัญหาที่น่าหนักอกหนักใจ น้ำตาลเชื่อว่าไม่มีอะไรยากเกินความสามารถและสติปัญญาของคนเราค่ะ เพียงแค่เราต้องเปิดใจและใช้ชีวิตอย่างมีสติที่สุดเท่านั้นเอง สู้ๆ ^__^
