5 อันดับ มหาเศรษฐีอเมริกัน คนรวยที่สุดในโลก ปี 2561 ทำธุรกิจอะไร ถึงได้รวยมากขนาดนี้

กลายเป็นธรรมเนียมไปซะแล้ว ที่ในแต่ละปีต้องมีการจัดอันดับ คนรวยที่สุดในโลก ซึ่งในทุกปีก็ต้องมีมหาเศรษฐีชาวอเมริกันติดโผเข้ามาอวดโฉม อวดยอดเงินในบัญชีทุกทีไป เป็นเครื่องช่วยตอกย้ำอีกเสียงว่าอเมริกาเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ผู้นำเศรษฐกิจของโลกอย่างแท้จริง

วันนี้ GoGoAmerica จะพาไปรู้จักกับ 5 อันดับ คนรวยที่สุดในอเมริกา (ข้อมูลจาก Forbes.com มีนาคม 2561) ซึ่งมหาเศรษฐีแต่ละคนก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเส้นทางการประสบความสำเร็จของตัวเองทั้งนั้น มาดูกันเลยว่า เรื่องราวของพวกเขาจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

อันดับ 1 เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezo)

คนรวยที่สุดในอเมริกา 2018

มูลค่าทรัพย์สิน : 109.9 พันล้านดอลลาร์ (3.4 ล้านล้านบาท)

คงไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จากเจ้าของธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เจฟฟ์ เบโซส์ จะกลายมาเป็นเจ้าของบริษัท E-commerce ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Amazon.com ที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ด้วยวัยเพียง 53 ปี ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีชาวอเมริกันที่รวยที่สุดแซงหน้าบิล เกตส์ที่ครองตำแหน่งนี้มานานถึง 4 ปี ด้วยมูลค่าหุ้นของ Amazon.com ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

แต่เดิมเจฟฟ์ เบโซส์ทำงานประจำในกองทุนป้องกันความเสี่ยงแห่งหนึ่งใน New York ก่อนจะลาออกมาเปิดธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ ที่พัฒนามาเป็น Amazon.com ในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่นั้น เขายังเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ มีบริษัทอวกาศของตัวเองที่ร่วมลงทุนกับ Startup อย่าง Blue Origin เพื่อสานฝันวัยเด็กของตัวเอง เรียกได้ว่านอกจากจะรวยแล้ว เจฟฟ์ เบโซส์ ยังเป็นเศรษฐีที่มีงานอดิเรกที่คูลมากๆคนหนึ่งเลย


อันดับ 2 : บิล เกตส์ (Bill Gates) 

บิล เกตส์

มูลค่าทรัพย์สิน : 93.3 พันล้านดอลลาร์ (2.9 ล้านล้านบาท)

ในประเทศไทยหรือกระทั่งทั่วโลกเอง คงไม่มีใครไม่รู้จักเขาคนนี้ บิล เกตส์  ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดังอย่าง Microsoft บิล เกตส์เริ่มฉายแววความเป็นอัจฉริยะมาตั้งแต่มัธยมด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลจราจรขึ้นมาโดยที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ซึ่งเขาคนนี้เคยครองอันดับหนึ่งคนอเมริกาที่รวยที่สุดในโผของ Forbes ถึง18 ครั้ง ในรอบ 23 ปีที่ผ่านมา

นอกจากจะรวยแล้ว บิล เกตส์ยังขึ้นชื่อเรื่องความใจบุญ โดยเขาก่อตั้งมูลนิธิบิล แอนด์ เมอลินดา เกตส์ ร่วมกับภรรยา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและขจัดปัญหาความยากจนของคนทั่วโลก ทำให้เขาได้รับเหรียญ Presidential  Medal of Freedom ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา จากประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในปี 2559 ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ


อันดับ 3 : วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)

มูลค่าทรัพย์สิน : 87.2 พันล้านดอลลาร์ (2.7 ล้านล้านบาท)

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นประธานบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ด้วยแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ VI ที่เลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดี แล้วลงทุนไปยาว ๆ โดยเขาเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี ด้วยเงินเพียง 100 ดอลลาร์

ความประสบความสำเร็จของวอร์เรน บัฟเฟตต์เรียกได้ว่ามาจากอุปนิสัย ที่เขามีมาตั้งแต่เด็ก คือประหยัด รู้จักออม กระหายความรู้ โดยเขาอ่านหนังสือ เกี่ยวกับธุรกิจ การเงิน การลงทุน รวมมากกว่า 100 เล่ม


อันดับ 4 : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg)

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

มูลค่าทรัพย์สิน : 77.5 พันล้านดอลลาร์ (2.4 ล้านล้านบาท)

ในปัจจุบันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook แอปพลิเคชันที่เสนอขายหุ้น (IPO) ให้ประชาชนด้วยมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีราคาถึง 50,000 ล้านบาท ทำให้มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กผู้สร้าง กลายเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกไปโดยปริยาย แถมยังเป็นมหาเศรษฐีที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ในเวลาเพียง 6 ปี ซึ่งถือเป็นการทำสถิติใหม่ในหมู่ของผู้ที่สร้างความร่ำรวยด้วยตนเอง ตามโพลของนิตยสาร Forbes เรียกได้ว่าผู้ชายคนนี้ ทุบทำลายหลายๆสถิติของโลกเลยที่เดียว

Facebook เกิดขึ้นภายในหอพักของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ด้วยความช่วยเหลือของรูมเมทของเขา จากโปรเจ็กธรรมดาๆอย่าง Facemash.com ที่ใช้โหวตรูปนักศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดว่าใครได้รับความนิยมมากหรือน้อย กลายมาเป็นแอปพลิเคชั่นที่คนไทยแทบทุกคนมีติดมือถืออยู่ทุกวันนี้อย่าง Facebook เรื่องราวของเขาน่าสนใจมากเสียจนถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ ในชื่อ Social Network


อันดับ 5 : แลร์รี เพจ (Larry Page)

ลาร์ลี เพจ กับ เซอร์เกย์ บริน

 มูลค่าทรัพย์สิน : 54.9 พันล้านดอลลาร์ (1.7 ล้านล้านบาท)

ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานผู้บริหารของ Google ซึ่งปัจจุบันย้ายไปทำงานให้กับ Alphabet ซึ่งเป็น Holding Company ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้น Google และบริษัทอื่น ๆ ทั้งหมดในเครืออีกทีหนึ่ง แต่สิ่งที่เป็นที่มาของความร่ำรวยของ แลร์รี เพจ จริงๆคือการที่เขาถือหุ้นของ Google อยู่ 6% และก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ๆ โดยเขาลงทุนพัฒนาบริษัท Startup อีกกว่า 100 แห่ง

 

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับเรื่องราวของพวกเขาทั้ง 5 คน จะเห็นได้เลยว่าทุกๆคน เริ่มต้นจากจุดเล็กๆกันทั้งนั้น ก่อนจะก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ได้ แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยความมานะ อดทน และพยายาม เพราะฉะนั้นก็คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนตัวเล็กๆอย่างเราเช่นกัน

ขอแค่เพียงมีความพยายาม เป้าหมายที่เราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานก็อยู่ไม่ไกลแน่นอน GoGoamerica ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะค่ะ สู้ สู้ !

อยากรู้ไหมคะ ว่า โอนเงินจากต่างประเทศมาไทย แบบไหนได้คุ้มค่า ง่าย และปลอดภัยที่สุด วันนี้ GoGoAmerica.com จะมาแจกแจงข้อมูลการโอนเงินจากอเมริกากลับไทย ด้วยวิธีต่างๆ พร้อมกับเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย จากนั้นก็จะเอามาเปรียบเทียบการโอนเงินกลับไทยแต่ละวิธีให้เห็นจะจะ รู้กันชัดชัดไปเลย ว่าวิธีไหนคุ้มค่ากว่ากัน มาดูกันนะคะ

>>อ่านต่อ ที่นี่<<



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *