แหล่งช็อปปิ้งในอเมริกา

แหล่งช็อปปิ้งในอเมริกา นี้ เราจะขอแบ่งคร่าวๆได้เป็น 6 ประเภทหลักค่ะ คือ Mall, Strip Mall, Outlet, Specialty Store, Thrift Store, Dollar Store
Mall

ที่อาจแปลกตาไปจากบ้านเรา คือมีห้างสรรพสินค้าหลายแบรนด์มาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ประมาณแแบบห้างเซ็นทรัล, เดอะมอลล์, พารากอน อยู่ในตึกใหญ่เดียวกัน ที่อเมริกาจะเห็น Mall ในลักษณะนี้อยู่เกือบทุกเมืองใหญ่ๆค่ะ ซึ่งเค้าก็จะมีชื่อเรียกใหม่อีกต่อหนึ่ง เช่นที่เราอยู่ แถบเวอร์จิเนียร์ ที่ดังๆคือ Mall ชื่อ Tyson Conner ในนั้นก็จะมีหลายห้างดังเช่น JC Penney, Macy’s, Sears อยู่รวมกัน
มีหลายห้างอยู่รวมกันแบบนี้เป็นเรื่องดีสำหรับขาช๊อปค่ะ เพราะไม่ต้องเดินทางไปหลายที่ ที่จอดรถก็หาง่ายกว่าร้านริมถนน และยังดีต่อผู้ขาย เพราะค่าเช่า และค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าที่ตั้งเดี่ยวๆ ถือหลักรวมกันเราอยู่ แยกกันเราตายเดี่ยว แห้งเหี่ยวหัวเดียว
ด้านในตึกนอกจากจะเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้าต่างๆแล้ว อย่างอื่นก็คล้ายกับห้างไทย มีร้านค้าเล็กๆรายรอบตึก มีโรงภาพยนต์หลายโรง, มี Food Court, และร้านค้าย่อยแบรนด์ดังๆอีกมากมาย เช่น Abercrombie, Old Navy, Aeropostale, H&M, American Eagle และอีกมากมายสาธยายไม่จบค่า
Strip Mall

Strip Mall นี้ มีลักษณะเป็นร้านค้าหลายๆร้านเรียงเข้าแถวในแนวเดียวกัน หรือเป็นรูปตัวแอล มีทางคนเดินอยู่ข้างหน้า คือขับมาจากถนน เห็นร้านปุ๊ปเลี้ยวเข้ามาจอด ลงจากรถเข้าร้านได้เลย ลูกค้าที่มาส่วนใหญ่ก็คือผู้อยู่อาศัยรอบๆบริเวณนั้นนั่นเองค่ะ Strip Mall มีข้อดีคือ ร้านค้าหลากหลายไม่ค่อยซ้ำเหมือนในห้าง สนองความต้องการของคนในพื้นที่ ไม่ต้องขับรถไกลเพื่อซื้อหาของ เจ้าของมักเป็นผู้ขายเอง ทำให้เป็นกันเองกับลูกค้า ข้อเสียคือที่จอดรถอาจไม่เพียงพอ (สำหรับ Strip mall ขนาดเล็ก), บริเวณไม่สะอาด หรือแสงสว่างไม่พอ ร้านเลยเจ๊งหรือเปลี่ยนบ่อย
Strip Mall มีตั้งแต่เล็กๆ เช่น เป็นปั๊มน้ำมันหรือธนาคาร หรือใหญ่หน่อยก็จะมีหลานคูหา เช่น มีร้านอาหาร, ร้านตัดผม, ร้านวีดีโอ, ร้านซักรีด อยู่รวมกัน หรือแบบใหญ่ขึ้นไปอีก ก็จะมีร้านที่กินพื้นที่ขนาดกว้างมาก เป็นร้านหลัก เรียกว่า Anchors เปรียบเป็นสมอบกปักหลัก อาจเป็นร้าน Grocery เช่น Target, Safeway ร้านขายของก่อสร้าง เช่น Home Depot, Lowe’s และมีร้านค้าคูหาอื่นๆ อยู่รอบๆ
Outlet Mall

Outlet มักอยู่ไกลจากตัวเมือง อย่างน้อยก็ 20 ไมล์ แต่จะอยู่ริมทางหลวงหลักซึ่งไป-มาสะดวก ทั้งนี้ เพื่อประหยัดค่าเช่า ค่าตกแต่ง และไม่ต้องแข่งกับร้านของตัวเองที่มีอยู่แล้วในเมืองหลัก แต่ตามประสบการณ์แล้ว เราไม่ค่อยได้ของเท่าไหร่กับ Outlet ค่ะ เพราะสินค้าบางอย่างที่ยังดูดีใช้ได้ แต่ราคาพอๆกับราคาปกติเลยค่ะ ส่วนที่สินค้าที่ลดราคามากๆ ก็จะมีแค่ไซต์ใหญ่ หรือไม่ก็ลายแย่เต็มที และพอถึงเทศกาลลดราคาครั้งใหญ่อย่าง Black Friday ก็จะมีนักช็อปเป็นจำนวนมาก(เกินไป) เมื่อเราได้ของที่ถูกใจแล้ว แต่ไม่ได้ซื้อ เพราะต้องไปรอคิวยาวมาก ไม่ต่ำกว่า 20-30 นาทีเพื่อรอจ่ายเงินค่ะ
Specialty Store

ตัวอย่างร้านใหญ่ที่มีหลายสาขาทั่วประเทศก็เช่น ร้านขายอุปกรณ์กีฬา อย่างเช่น REI, Sport Chalet ร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยง เช่น Pet Co, Pet Smart ร้านขายของเล่น เช่น Toy R Us, KB Toys, ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค เช่น Circuit City, Best Buy ร้านขายของทำการฝีมือ เช่น Michaels, Jo-Ann และยังมีร้านเล็กร้านน้อยอีกทั่วทุกเมืองค่ะ
Thrift Store

บางคนไม่ได้จนเงินหรอกนะคะ แต่ไปบ่อยเพราะรู้สึกสนุกเหมือนค้นหาขุมทรัพย์ หรือบางคนเป็นนักสะสมของเก่าแปลก ก็กลายเป็นลูกค้าประจำของร้านนี้ไปค่ะ
Dollar Store

ของที่ขายนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแทบทุกอย่างที่ใช้ในชีวิตประจำวัน นับตั้งแต่ของกิน (หมากฝรั่ง, ช๊อคโกแล็ต, เครื่องดื่ม, ชีส, อาหารแช่แข็ง, ไอศครีม, นม, เครื่องกระป๋อง) เครื่องเขียน, ของเล่นเด็ก, อุปกรณ์ล้างรถ, เครื่องสำอางค์, เครื่องครัว, ของใช้ในห้องน้ำ, รวมถึงการ์ดต่างๆ, ของประดับตามเทศกาล, ลูกโป่ง และอีกมากมายก่ายกอง ซึ่งของเกือบทั้งหมดทำมาจากจีนค่ะ
คุณภาพของสินค้าก็พอใช้ได้ โดยเฉพาะถ้ามีปาร์ตี้ คนจะมาซื้อที่นี่กันมาก เพราะมีจาน ชาม ช้อน ส้อม ผ้าปูโต๊ะพลาสติก และอื่นๆอีกมาก ราคาถูก และใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งค่ะ
สถานที่ชอปปิ้งในอเมริกานั้น ออกจะแตกต่างจากเมืองไทยสักหน่อย เราเองตอนมาแรกๆก็ยังออกจะงงๆอยู่ ว่าที่อเมริกานี้เค้าช็อปกันที่ไหนยังไง เวลาผ่านไปก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น คนที่มาอเมริกาใหม่ๆ ถ้าได้รู้สถานที่ช็อปปิ้งต่างๆแหล่านี้ไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะก็ จะได้รู้ที่ทางและช็อปได้มันส์ขึ้น และอีกอย่างคือ ถ้าได้รู้เอาไว้ก่อน จะได้ลดปรากฏการณ์ Culture shock ได้ดีด้วยค่ะ



ขอบคุณนะครับ
ด้วยความยินดีค่ะ 🙂
ได้ประโยชน์มากๆค่ะ
กำลังไปเรียนที่อเมริกาเลยค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ